“กองตราสารหนี้โลก”…Upside จำกัด - แต่ได้ Yield สูงชดเชย !!!

Fun of Funds: รู้หรือไม่?...ตลาดมองว่า “Bond Yield” ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกเป็นการ "Global Repricing" หรือการปรับฐานราคาใหม่ตามสภาวะเศรษฐกิจ “ไม่ใช่วิกฤตการเงิน”


การไต่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ของ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตร” (Bond Yield) ทั่วโลก สร้างความปั่นป่วนในตลาดการลงทุนไปตามๆ กัน


พันธบัตร “US-30Y” 5.3% (10Y 4.8%), “JAP-30Y” 4.1% (10Y 3.0%), “UK-30Y” 5.9% (10Y 5.2%), “Italy-30Y” 4.9% (10Y 4.1%) และ GER-30Y” 3.8% (10Y 3.3%) สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ


หลัง “สงครามตะวันออกกลาง” กลับมาปะทุอีกครั้ง ผลักดัน “ราคาน้ำมัน” (Brent) กลับขึ้นมายืนเหนือ 90 ดอลลาร์/บาเรลอีกครั้ง ทำตลาดกลับมากังวลเรื่อง “เงินเฟ้อ”


และให้น้ำหนักการคาดการณ์ว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย เมื่อ Kevin Warshประธาน Fed ย้ำจุดยืนอีกครั้งถึงคำมั่นที่จะควบคุมเงินเฟ้อให้ได้เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 26 ที่ผ่านมานั่นเอง


ทำไม Bond Yield ถึงกำลังปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นไปอีกได้ ทางทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก Morningstar” มาอัปเดตให้ฟังกัน


“การขาดดุลภาครัฐสูง-ยอดออกหุ้นกู้กลุ่ม
AI พุ่ง-กังวลเงินเฟ้อ”...กดดัน “ตลาดพันธบัตรทั่วโลก” เจอเทขายหนัก ดัน “Bond Yield” พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

จากรายงานของ Morningstar” เรื่อง Why Bond Yields Are Rising—and Might Keep Heading Higherระบุว่า “ตลาดพันธบัตรหลักๆ” ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ตั้งแต่ “สหรัฐ” ไปจนถึง “ญี่ปุ่น” ที่กำลังเผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ “อัตราผลตอบแทน” (Yields) พุ่งขึ้นสู่ระดับ “สูงสุด” ในรอบหลายปี เป็นผลจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน และบุคคลธรรมดา จากหลายสาเหตุร่วมกัน ได้แก่ การขาดดุลทางการคลังของรัฐบาลที่สูงขึ้น, การกู้ยืมมหาศาลของภาคเอกชนเพื่อนำไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI และความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่ถูกกระตุ้นจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางสงครามอิหร่าน


การขาดดุลทางการคลังของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ทั้ง “สหรัฐ” ที่มีความจำเป็นในการออกพันธบัตรใหม่เพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐประกาศว่า ยอดหนี้สาธารณะรวมพุ่งแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ แล้ว หลังจากเพิ่งทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์ไปเมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับ “ยุโรป” สงครามยูเครนส่งผลให้หลายรัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณรายจ่ายทางการทหาร ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้การขาดดุลทางการคลังขยายตัวกว้างขึ้นอีก


“ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ใน ญี่ปุ่น ก็กำลังไต่ระดับสูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและความกังวลทางการคลัง โดยหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นพุ่งสูงเกิน 200% ของ GDP ไปแล้ว ปรากฏการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่ระดับ 4% เริ่มดึงดูดให้นักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งในอดีตเป็นผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่หันกลับมาลงทุนในประเทศ จะส่งผลกระทบต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐโดยตรง ด้วยการเพิ่มแรงกดดันให้ต้นทุนทางการเงินของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง (ปัจจุบันญี่ปุ่นถือเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ รายใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์)


“ยอดหนี้ AI ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ซ้ำเติมความกังวล ใน “ตลาดหุ้นกู้เอกชน” ระดับน่าลงทุนก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล จากคลื่นการออกหุ้นกู้ระดมทุนระลอกใหญ่ของกลุ่ม “ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่” (Hyperscalers) เพื่อนำไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เช่น MSFT, GOOGL, AMZN, META, ORCL ทะลุคาดการณ์ไปไกล แตะระดับกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกิดภาวะ Supply ล้นตลาดหุ้นกู้ ดึงให้ราคาหุ้นกู้ร่วงลง และกดดันให้ Yield ทั้งระบบขยับขึ้นตาม ซึ่งทำให้เกิด “ความไม่สมดุล” ระหว่างอุปสงค์และอุปทานอย่างชัดเจน และตลาดกำลังปรับสมดุลนี้ผ่านทางราคา



Bond Yield” พุ่งแค่ "Global Repricing"...ไม่ใช่ “วิกฤติการเงิน”

อย่างไรก็ตาม Steve Boothe” ผู้จัดการพอร์ตลงทุนและหัวหน้าฝ่ายพันธบัตรอันดับน่าลงทุนระดับโลก T. Rowe Price มองว่า สำหรับ “พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว” นี่คือ “การปรับฐานราคาใหม่ทั่วโลก” (Global Repricing) เท่านั้น


เช่นเดียวกับ Lawrence Gillum” หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านตราสารหนี้  LPL Financial ที่บอกว่า การปรับตัวขึ้นของ Yield พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเป็นของจริง แต่นี่คือ การปรับเข้าสู่ระดับ “ปกติที่จำเป็น” (Necessary Normalization) ไม่ใช่วิกฤตการเงินแต่ประการใด


เช้าวันพุธที่ 19 ส.ค. 26 ที่ผ่านมา “กระทรวงการคลังสหรัฐ” ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดพันธบัตร ด้วยการประกาศว่าจะ เพิ่มขนาดการรับซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว (Buyback)” รุ่นเก่าขึ้นอย่างน้อยสองเท่าผ่านโปรแกรมที่มีอยู่เดิม ช่วง 9 ก.ย. – 4 พ.ย.  26 หลัง Yield ระยะยาวปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี เพื่อพยายามที่จะกด Yield ระยะยาวให้กลับลดลงมานั่นเอง


ด้าน John Briggs” หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ Natixis ตั้งข้อสังเกตุว่า ขนาดของการซื้อคืนตามแผนนี้คิดเป็น น้อยกว่า 3% ของพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด และน้อยกว่า 30% ของพันธบัตรใหม่ที่คาดว่าจะออกจำหน่ายในปีนี้


"อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้างระยะยาวยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และจะยังคงกดดันให้ Yield อยู่ในระดับสูงต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การส่งสัญญาณ ว่าหาก Yield พุ่งสูงเกินไป กระทรวงการคลังจะเข้ามาเข้าแทรกแซง และตอนนี้เราได้รู้แล้วว่าระดับไหนคือจุดที่ สร้างความเจ็บปวด (Pain points) ให้กับภาครัฐ"


จากบริบท “Bond Yield” ที่พุ่งและทรงตัวในระดับสูงดังกล่าว จึงทำให้ “กองตราสารหนี้ต่างประเทศระยะสั้น” สร้างผลตอบแทนที่ดีไปตามๆ กัน ในขณะที่ “กองตราสารหนี้ต่างประเทศระยะยาว” (Global Bond) เองนั้น แม้ Upside จะจำกัด แต่ก็ยังได้ “Yield” ที่สูงจาก “Bond Yield” ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน (* เฉพาะ Yield ไม่นับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน)

โต๊ะกองทุน Wealthy Thai

Most Viewed
Fun of Funds
“KTWC-ALPHA” ลงทุน “หุ้นทั่วโลก” สไตล์ “High Conviction”… โอกาสสร้าง “Alpha” ตอบโจทย์ความมั่งคั่งระยะยาว เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 1 – 8 ก.ย. 69 นี้ !!!
เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ก.ล.ต. ลงดาบ 18 ราย ร่วมสร้างราคาหุ้น META สั่งปรับ-ชดใช้รวมกว่า 172 ล้านบาท พร้อมห้ามเทรด-นั่งกรรมการสูงสุด 102 เดือน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
GULF เสริมพอร์ตสีเขียว เดินเครื่องโซลาร์ 135 MW จ่ายไฟ กฟผ. รับสัญญาซื้อขายยาว 25 ปี จ่อ COD เพิ่ม 4 โครงการ 235.6 MW ปลายปี 69
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
TTA ร่วมสนับสนุนงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” พร้อมส่งมอบรถฉุกเฉินไฟฟ้า King Long และ NIU มูลค่ากว่า 2 ลบ.
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
CPF ลุยธุรกิจน้ำดื่ม! ทุ่ม 335 ลบ. ถือ BREW 51% โบรกฯ ชี้ดีลไม่แพง ต่อยอดระยะยาว จับตากำไรครึ่งปีหลังฟื้น ให้เป้า 25 บ.
เมื่อ 12 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us