โลกช็อก เราต้องไม่ช็อก! “ทิสโก้” เตือนศก.โลกเสี่ยงโตช้า แต่ตลาดหุ้นไทยมีอัปไซด์พุ่งต่อได้อีก 10% ชูธีม AI - หุ้นปันผลเด่นนำพอร์ตสู้ศึกใหญ่
ครึ่งปีหลังนี้เศรษฐกิจโลกกำลังจะเจอแรงเสียดทานครั้งใหญ่จนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือโตช้าแต่ต้นทุนสูง แต่สำหรับตลาดหุ้นไทยรอบนี้บอกเลยว่าพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เพราะถ้าตัดหุ้น Delta ออกไป Forward PE จะเหลือเพียง 12 เท่า ซึ่งถูกมากและยังมีโอกาสวิ่งต่อได้อีก 10% งานนี้กลุ่มทิสโก้แท็กทีมแนะกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงจัดพอร์ตสู้ศึก พร้อมเสิร์ฟธีมเด็ด AI, Robotics และหุ้นไทยปันผลสูง ย้ำชัด “โลกช็อก...เราต้องไม่ช็อก!”
เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังรับแรงเสียดทาน “โตช้า ต้นทุนสูง”
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ฉายภาพว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงกลางปี 2569 เริ่มเผชิญความเสี่ยงภาวะ "Stagflation" ชัดเจนขึ้น โดยมีแรงกดดันหลักจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังทรงตัวในระดับสูง (90-100 เหรียญสหรัฐฯ) จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ดีดตัวสูงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มลดการใช้จ่ายเพราะค่าครองชีพพุ่ง บวกกับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปราะบางจากมาตรการกีดกันทางการค้า
“ประเด็นที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่คือการที่เงินเฟ้อเริ่มฝังอยู่ในความคาดหวังของผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้การควบคุมเงินเฟ้อในอนาคตทำได้ยากยิ่งขึ้น” นายคมศรกล่าว
ด้านทิศทางดอกเบี้ย คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากผลประกอบการและกำไรล่วงหน้าที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจาก Oil Shock และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง
เจาะลึกตลาดหุ้นไทย: มูลค่าแท้จริงสุดถูก มี Upside 10%
ในฝั่งของตลาดหุ้นไทย แม้เศรษฐกิจภาพรวมจะขยายตัวต่ำกว่า 2% แต่กลับอยู่ในจุดที่ได้เปรียบในเชิงมูลค่า (Valuation) นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,600 จุดในปัจจุบัน ถูกบิดเบือนด้วยหุ้น Delta เพียงตัวเดียว
หากตัดผลกระทบของหุ้น Delta ออกไป ดัชนีเนื้อแท้ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1,400 จุดเท่านั้น ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นไทยมี Forward PE เพียง 12 เท่า ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (14-15 เท่า) ค่อนข้างมาก สะท้อนว่าหุ้นไทยส่วนใหญ่ยังไม่แพง และมีโอกาสปรับตัวขึ้น (Upside) ได้อีกประมาณ 10% ภายในปีนี้ หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา
นอกจากนี้ กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มส่งสัญญาณกลับเข้าสู่ขาขึ้นชัดเจน โดยมีปัจจัยบวกหลักจากการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่สำคัญภาครัฐกำลังเร่งสร้าง New Growth Story ใหม่ๆ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ เช่น การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center, AI และพลังงานสะอาด (Clean Energy) ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกใช้ตัดสินใจลงทุน
3 มาตรการเด็ดภาครัฐ ปลุกความเชื่อมั่นตลาดทุน
กลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและปลดล็อกมูลค่าที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลัง ประกอบด้วยมาตรการหลักจากภาครัฐ ได้แก่:
- T-ISA (Thailand Individual Savings Account): โครงการออมทรัพย์ระยะยาวที่เป็น "โครงการถาวร" ไม่ต้องต่ออายุทุก 5 ปี มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวได้ เพื่อดึงดูดเงินออมระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ
- โครงการ Jump+ (Value Up): ถอดแบบความสำเร็จมาจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนสร้างมูลค่าเพิ่มและปลดล็อกมูลค่าที่แท้จริงออกมาให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่น
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น: เช่น โครงการ "ไทยช่วยไทย Plus" ที่อัดฉีดเม็ดเงินสูงกว่ารอบก่อน เพื่อพยุงการบริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราวระหว่างรอนโยบายระยะยาวเห็นผล รวมถึงการหารือมาตรการภาษีจูงใจให้คนไทยนำเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศกลับมาลงทุนในไทย
กลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง: จัดพอร์ตสู้ Stagflation
ภายใต้ธีม “โลกช็อก...เราไม่ช็อก” นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด แนะกลยุทธ์สำคัญคือ "การกระจายการลงทุน" เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะ Stagflation และความผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ยที่แตกต่างกันทั่วโลก (Policy Rate Divergence) โดยแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมและกองทุนแนะนำไว้ดังนี้:
- กลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์: ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันระดับสูง แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight)
- กลุ่มเทคโนโลยี AI & Robotics: เน้นการลงทุนที่กระจายตัวในห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ทั้งในส่วน Infrastructure และซอฟต์แวร์ เพราะ AI ในรอบนี้มีรายได้และกำไรที่จับต้องได้จริงรองรับ
- กองทุนแนะนำ: TISCOAI (เสี่ยงสูง) เน้นลงทุนในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์และความปลอดภัยของข้อมูล และ TROBOTICS (เสี่ยงสูง) เน้นลงทุนในเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
- กลุ่มหุ้นไทยปันผลสูง (High Dividend): เป็นสินทรัพย์หลบภัยที่ปลอดภัยและสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุน
- กองทุนแนะนำ: TISCOHD-A (เสี่ยงสูง) เน้นลงทุนเชิงรุกในหุ้นไทยที่มีการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่องในดัชนี SETHD 30
กองทุนผสมแกนหลัก (Multi-Asset): เพื่อเป็นแกนกลางในการกระจายความเสี่ยงและสร้างความสมดุล
- กองทุนแนะนำ: TGSMART (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก
“Stagflation ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงการหยุดลงทุน แต่เป็นสัญญาณให้ปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับบริบทใหม่ โดยบทเรียนจากปี 2564-2565 ชี้ชัดว่า นักลงทุนที่ปรับตัวได้จะสามารถผ่านความผันผวนไปได้” นายคมศรกล่าวทิ้งท้าย
