เทรดไม่เก่ง ไม่เป็นไร เพราะเทรดน้อยอาจได้เปรียบ งานวิจัยชี้รายย่อยแพ้ตลาดเพราะซื้อขายบ่อย พร้อมเผย 5 กฎเหล็กลงทุนชนะอารมณ์
หลายคนจึงเชื่อว่ายิ่งเทรดเก่ง ยิ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ งานวิจัยจากหลายประเทศตลอด กลับพบข้อสรุปที่ตรงกันว่า นักลงทุนรายย่อยที่ซื้อขายบ่อย มักให้ผลตอบแทนต่ำกว่าคนที่ลงทุนอย่างมีวินัยและถือครองในระยะยาว
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการเทรดเก่งทำกำไรไม่ได้ เพราะยังมีนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนประสบการณ์สูง ที่ประสบความสำเร็จจากการซื้อขายระยะสั้น แต่ข้อมูลสะท้อนว่า สำหรับนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ การซื้อขายบ่อยเป็นอุปสรรคมากกว่าจะเป็นข้อได้เปรียบ
นักลงทุนจำนวนมากแพ้ตลาด เพราะจับจังหวะซื้อ-ขายผิด
ผลการศึกษาของ DALBAR ซึ่งติดตามพฤติกรรมของนักลงทุนสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง พบว่า ในปี 2024 นักลงทุนรายย่อยมีผลตอบแทนเฉลี่ย 16.54% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทน 25.02% คิดเป็นส่วนต่างถึง 8.48 จุดเปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญ นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงปีเดียว แต่เป็นปีที่ 15 ติดต่อกัน ที่นักลงทุนรายย่อยทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี S&P 500
DALBAR ยังพบอีกว่า นักลงทุนสามารถจับจังหวะตลาดได้ถูกต้องเพียงประมาณ 25% ของการตัดสินใจซื้อขายทั้งหมด ซึ่งหลายคนคิดว่าปัญหาอยู่ที่การเลือกหุ้นผิด แต่ข้อมูลชี้ว่า ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การพยายามจับจังหวะเข้าออกตลาดมากเกินไป
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระดับคลาสสิกที่พบว่ายิ่งเทรด ยิ่งได้ผลตอบแทนน้อย
หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุด คือผลงานของศาสตราจารย์ Brad Barber และ Terrance Odean ที่ศึกษาพอร์ตของนักลงทุนกว่า 66,000 บัญชี ผลลัพธ์พบว่า นักลงทุนที่ซื้อขายมากที่สุดให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 11.4% ต่อปี ขณะที่ตลาดให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 17.9% ต่อปี หรือแพ้ตลาดถึง 6.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี
แม้แต่นักลงทุนทั่วไปในงานวิจัย ซึ่งไม่ได้ซื้อขายหนักที่สุด ก็ยังทำผลตอบแทนต่ำกว่าการซื้อแล้วถือ ซึ่งนักวิจัยอธิบายว่า ปัจจัยสำคัญคือ Overconfidence หรือความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป หมายถึงนักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่าตนเองสามารถคาดการณ์ราคาหุ้นระยะสั้นได้
แต่ในความเป็นจริง ทุกครั้งที่ซื้อขาย นักลงทุนต้องเอาชนะทั้งต้นทุนการซื้อขาย, ภาษี, สเปรด, รวมถึงนักลงทุนรายอื่นที่อาจมีข้อมูล, เทคโนโลยี, และระบบซื้อขายที่เหนือกว่า
สำหรับการเทรดรายวัน หรือ “Day Trade” ตัวเลขยิ่งน่าตกใจ ข้อมูลจาก FINRA ในปี 2020 พบว่าราว 70% ของนักลงทุนที่ซื้อ-ขายรายวัน ขาดทุน โดยมีเพียง 16% ของผู้ที่เทรดเป็นอาชีพที่มีกำไร และมีเพียง 1% เท่านั้น ที่สามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
ขณะที่งานวิจัยในตลาดฟิวเจอร์สของบราซิล ซึ่งติดตามนักลงทุนที่ซื้อขายต่อเนื่องมากกว่า 300 วัน พบว่า 97% ขาดทุน และมีเพียง 1.1% ที่สร้างรายได้สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของประเทศ
แล้วนักลงทุนรายย่อยควรทำอย่างไร?
แม้งานวิจัยจะชี้การซื้อขายบ่อยมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนต่ำกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนไม่ต้องทำอะไรเลย สิ่งสำคัญคือ การตอบสนองต่อความผันผวนอย่างมีระบบ มากกว่าตอบสนองด้วยอารมณ์ โดยนักวิเคราะห์จาก Real Investment Advice ได้เสนอแนวทางไว้ 5 ข้อ ดังนี้
1. เขียนกฎการลงทุนของตัวเอง (Investment Policy Statement)
ก่อนลงทุน ลองเขียนกฎง่ายๆ ของตัวเอง เช่น
- จะลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้าง
- แต่ละสินทรัพย์ควรมีสัดส่วนเท่าไร
- รับการขาดทุนได้กี่เปอร์เซ็นต์
- จะปรับพอร์ตเมื่อใด
ยกตัวอย่างเช่น หุ้นไทย 30%, หุ้นต่างประเทศ 50% ตราสารหนี้ 20%, และจะรีบาลานซ์ทุกสิ้นปี เมื่อเกิดข่าวร้ายหรือตลาดปรับตัวลง กฎที่เขียนไว้จะช่วยให้เราตัดสินใจตามแผน มากกว่าตามอารมณ์
2. ปรับพอร์ตลงทุนหรือรีบาลานซ์ตามแผน ไม่ใช่ตามข่าว
สมมติถ้าเริ่มลงทุนด้วยสัดส่วนตามนี้: หุ้น 60%, พันธบัตร 40% และหากหุ้นปรับขึ้นแรงจนกลายเป็น หุ้น 75%, พันธบัตร 25%
การรีบาลานซ์ก็คือการขายหุ้นบางส่วน แล้วนำเงินกลับไปเพิ่มในพันธบัตร เพื่อให้กลับมาเป็น 60/40 เหมือนเดิม ข้อดีคือ เราไม่ต้องเดาว่าตลาดจะขึ้นหรือลง แต่เป็นการ ขายเมื่อแพง และซื้อเมื่อถูก อย่างเป็นระบบ
3. หากใช้ Options ควรจำกัดความเสี่ยง
สำหรับนักลงทุนทั่วไป หากยังไม่มีความเข้าใจเรื่อง Options มากพอ การหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรด้วย Options อาจปลอดภัยกว่า แต่หากจำเป็นต้องใช้ ควรเลือกกลยุทธ์ที่จำกัดการขาดทุนได้ เช่น
- Covered Call
- Protective Put
- Vertical Spread
แทนการเปิดสถานะที่มีความเสี่ยงไม่จำกัด
4. ตั้งกฎ รอ 72 ชั่วโมง ก่อนซื้อขาย
หากการซื้อขายไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่วางไว้ ลองให้เวลากับตัวเองอย่างน้อย 72 ชั่วโมง พร้อมตอบคำถาม 3 ข้อ
- ซื้อเพราะอะไร
- หากผิด จะยอมขาดทุนตรงไหน
- หากไม่ได้เห็นข่าวนี้ วันนี้จะยังซื้ออยู่หรือไม่
หลายครั้ง ความรู้สึกว่าต้องรีบซื้อเดี๋ยวนี้ จะค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
5. วัดต้นทุนจากการซื้อขายของตัวเอง
ทุกสิ้นปี ลองย้อนดูรายการซื้อขายทั้งหมด แล้วถามตัวเองว่าหากซื้อแล้วถือไว้เฉยๆ ผลตอบแทนจะต่างจากปัจจุบันหรือไม่
หากพบว่าการซื้อขายหลายครั้งกลับทำให้ผลตอบแทนลดลง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า สิ่งที่ควรปรับ ไม่ใช่หุ้นในพอร์ต แต่คือพฤติกรรมการลงทุนของเรา
สรุป
ข้อมูลจากงานวิจัยในหลายประเทศตลอดหลายสิบปีให้ข้อสรุปคล้ายกัน นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากไม่ได้แพ้ตลาด เพราะเลือกหุ้นผิดเสมอไป แต่แพ้จาก (1) การซื้อขายบ่อยเกินไป, (2) การพยายามจับจังหวะตลาด, และ (3) การตัดสินใจตามอารมณ์
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่และยังรู้สึกว่ายังเทรดไม่เก่ง บางที นั่นอาจไม่ใช่ข้อเสียแต่อาจเป็นข้อได้เปรียบเพราะในโลกของการลงทุน บางครั้ง สิ่งที่สร้างผลตอบแทนมากที่สุด ไม่ใช่การตัดสินใจครั้งต่อไป แต่คือการยึดมั่นกับแผนเดิม
ที่มา:
- Real Investment Advice – Why Retail Traders Consistently Underperform Over Time
- DALBAR, 2025 Quantitative Analysis of Investor Behavior (QAIB)
- Barber, B. M. & Odean, T. (2000). Trading Is Hazardous to Your Wealth. Journal of Finance.
- de Silva, Smith & So (2022). Losing Is Optional. MIT Sloan School of Management & Stanford University.
- Bryzgalova, Pavlova & Sikorskaya (2023). Retail Options Trading. Journal of Finance.
- FINRA (2020), statistics on day trading outcomes.
