TKC โชว์ศักยภาพแกร่ง Q2/69 ทำกำไรกว่า 87 ลบ. โตทะยานกว่า 348%
“บมจ.เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส หรือ TKC” ประกาศผลงานไตรมาส 2/2569 ทำกำไร 87.38 ลบ. โต 348.56% YoY มีรายได้รวม 1,025.80 ลบ. เพิ่มขึ้น 148.67% จากรับรู้รายได้จากงานพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการเรียนรู้แห่งชาติ และงานขยายบริการคลาวด์กลางภาครัฐ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่
ล่าสุด Backlog แข็งแกร่งอยู่ที่ 3,354 ลบ. พร้อมเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์องค์กรครั้งสำคัญ มุ่งเน้นการขยายตัวเข้าสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ (New Business) ที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ AI, Cloud, Data Center และ Cyber Security เต็มรูปแบบ เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างสัดส่วนรายได้ให้มีประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
นายสยาม เตียวตรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC เปิดเผยว่าผลประกอบการบริษัทฯ ในงวดไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 87.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.90 ล้านบาท หรือ 348.56% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไร 19.48 ล้านบาท มีรายได้รวม 1,025.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 613.28 ล้านบาท หรือ 148.67% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทฯ รับรู้รายได้จากงานพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการเรียนรู้แห่งชาติ และงานขยายบริการคลาวด์กลางภาครัฐ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่
โดยในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีรายได้จากงานโครงการจำนวน 848.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 729.95 ล้านบาท หรือ 615.78% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต โดยมุ่งเน้นธุรกิจเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลโซลูชันแบบครบวงจรที่รองรับเมกะเทรนด์ด้าน Cloud Solution, Cyber Security, Smart Solution, Software Development เป็นต้น
สำหรับทิศทางการดำเนินงานของบริษัทฯ ได้วางเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในปี 2569 โดยตั้งเป้าสร้างสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ไม่น้อยกว่า 25% และมีแผนที่จะผลักดันสัดส่วนดังกล่าวให้เพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 40% ของรายได้รวมทั้งหมดภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ กลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาดดิจิทัลที่มีอัตรากำไร (Margin) สูง
ในด้านการดำเนินงานปัจจุบัน บริษัทฯ ได้เริ่มลงนามในสัญญาจ้างงานบางส่วนสำหรับปี 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมพร้อมเข้าร่วมประมูลงานใหม่เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Revenue) จากระดับ 20% ในปีหน้า สู่เป้าหมาย 40% ภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อลดความผันผวนของรายได้และสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับองค์กร ปัจจุบันบริษัทฯ มีงานในมือแข็งแกร่งอยู่ที่ 3,354 ล้านบาท
สำหรับการขยายฐานธุรกิจสู่สากล ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อร่วมกันดำเนินโครงการนำร่อง (Pilot Project) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ งานด้านการสำรวจ, นวัตกรรมการเกษตร และระบบความปลอดภัยขั้นสูง โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนของความร่วมมือและเริ่มดำเนินการได้ภายใน 10-12 เดือนข้างหน้า
“บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าทิศทางการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่สนับสนุนให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายตามกรอบเวลา 3-5 ปีที่วางไว้ เพื่อสร้างฐานธุรกิจที่สมดุลระหว่างผลกำไรที่เติบโตและความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลสืบไป” นายสยาม กล่าวทิ้งท้าย
