Official Update :

“BLUEBELL”…ส่องทิศทางการลงทุนโค้งสุดท้ายปี26 สรุปประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้

4 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในไตรมาส Q4/2569 ที่อาจทำให้ตลาดผันผวน

1.เงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย

Fed ยังคงให้น้ำหนักกับเงินเฟ้อเป็นปัจจัยหลัก และพร้อมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังอยู่เหนือ 2% โดยในการประชุมเดือน ก.ย. นี้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว 25 bps เงินเฟ้อ PCE ในรอบนี้ขับเคลื่อนจากฝั่ง Supply เป็นหลัก ขณะที่เงินเฟ้อ CPI ได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงาน นอกจากนี้ เงินเฟ้อหมวดบริการที่ไม่รวมพลังงาน เช่น ค่าเช่าที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล และค่าซ่อมยานพาหนะ ยังคงอยู่ที่ราวๆ 3% ซึ่งทำให้ Fed มีข้อจำกัดในการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องมากเกินไป เพราะเงินเฟ้อในรอบนี้ไม่ได้มาจากฝั่ง Demand ดังเช่นในปี 2022


2.การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569

การเลือกตั้งกลางเทอมเป็นบทดสอบสำคัญต่อรัฐบาลทรัมป์ในช่วงครึ่งหลังของวาระที่สอง ประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ ได้แก่ ค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และนโยบายการค้า โดยข้อมูลจาก BlackRock พบว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 7.5% ในปี Midterm เทียบกับ 12.3% ในปีปกติ อย่างไรก็ตาม ตลาดมักฟื้นตัวแรงหลังผ่านความไม่แน่นอน โดยเฉลี่ย +14.1% ในช่วง 6 เดือนหลังการเลือกตั้ง สำหรับนักลงทุนระยะยาว การรักษาวินัยการลงทุนและมุ่งเน้นปัจจัยพื้นฐานจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการปรับพอร์ตตามกระแสการเมือง


3.อัตราผลตอบแทนพันธบัตร
(Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูง

Bond Yield อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 5% ส่งผลต่อ Discount Rate และกดดัน Valuation ของหุ้น อย่างไรก็ตาม S&P 500 ยังสามารถทำ All-Time High ได้ต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 11.23% YTD เนื่องจาก EPS Growth ยังเติบโตอย่าง Broad-based และ Valuation ปรับลงจากปีก่อน สะท้อนว่าตลาดขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของกำไรจริง มากกว่าการขยายตัวของ Valuation แรงกดดันจาก Bond Yield มาจาก Term Premium ที่เพิ่มขึ้น การลด Forward Guidance ของ Fed และปริมาณการออกหุ้นกู้ของกลุ่ม Hyperscaler เพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI


4.เศรษฐกิจโลกแข็งแกร่งแม้เผชิญแรงกดดัน

แม้ภาวะการเงินจะตึงตัวมากขึ้น แต่ Global PMI Diffusion Index ยังอยู่ที่ระดับ 70.21% สะท้อนว่ากิจกรรมเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ยังขยายตัว Fed ปรับประมาณการ Real GDP Growth สหรัฐฯ ปี 2026 ขึ้นเป็น 2.3% ญี่ปุ่น Real Wage Growth สูงสุดในรอบ 25 ปี ช่วยหนุนการบริโภคในประเทศ ยุโรปได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน Energy Security หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าในระยะสั้นกดดัน Sentiment ตลาด Emerging Markets แต่ถือว่าถูก Price In ไปพอสมควรแล้ว


3
ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นในระยะข้างหน้า

1.การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth)

Bloomberg Consensus คาดการณ์ว่ากำไรของ MSCI World จะเติบโต 30% ณ สิ้นปี 2026 และ 14% ในปี 2027 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังโดดเด่นด้วยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ฝั่ง EM อย่างเกาหลีใต้มีความน่าสนใจจาก Valuation ที่ไม่แพงและ Earnings Momentum แข็งแกร่ง ส่วนบราซิลช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีด้วยสัดส่วนพลังงานและการเงินในระดับสูง


2.เศรษฐกิจหลายประเทศยังขยายตัวได้ดีท่ามกลางราคาพลังงานสูง

ระดับ Debt/GDP ที่ปรับตัวสูงขึ้นสะท้อนว่าภาครัฐยังใช้จ่ายเพื่อหนุนเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นและยุโรปมีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายและการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ Emerging Markets อย่างเกาหลีใต้และไต้หวันได้รับประโยชน์จาก AI Investment Cycle ผ่านห่วงโซ่อุปทาน Semiconductor และเทคโนโลยี ส่วน Latin America ยังได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูง


3.AI Super Cycle
ขยายผลไปในวงกว้างกว่ากลุ่มเทคโนโลยี

การลงทุน AI CAPEX ยังคงขยายตัวในระดับสูง โดยเราไม่มองว่าสถานการณ์นี้เป็น AI Bubble เนื่องจากรายได้ของ Anthropic และ OpenAI ยังเติบโตต่อเนื่อง และ RPO ของกลุ่ม Hyperscaler รวมกันกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อน Visibility ของรายได้ในอนาคตที่ชัดเจน ผลของ AI CAPEX ไม่ได้จำกัดในกลุ่ม AI Supply Chain เท่านั้น แต่กระจายไปยัง Investment Banking, งานก่อสร้าง Data Center, Data Center REIT, วัสดุและสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง Copper รวมถึงระบบพลังงานและ Networking Infrastructure ทำให้ AI Investment Cycle ในรอบนี้มีผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างแท้จริง


Asset Allocation Strategy

แนะนำสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ ไตรมาส 4/2569


หลักการจัดพอร์ตในภาวะตลาดปัจจุบัน

ในภาวะที่ Bond Yield อยู่ในระดับสูงและตลาดมีความผันผวนจากปัจจัยการเมืองและนโยบายการเงิน เราแนะนำให้จัดพอร์ตในลักษณะ Barbell โดยผสมผสานระหว่างกองทุนหุ้นที่มีการเติบโตของกำไร กองทุน Defensive ที่คุมความผันผวน และตราสารหนี้คุณภาพสูงที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่ Bond Yield สูง พร้อมกับเพิ่ม Theme การลงทุนเฉพาะที่มีปัจจัยหนุนชัดเจนอย่าง AI, Healthcare และ Emerging Markets ที่มี Valuation น่าสนใจ


การจัดสรรเงินลงทุนแนะนำ


ES-GCORE — น้ำหนัก 30% (Core Port)

วางไว้เป็นแกนหลักของพอร์ต ลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับการถือระยะยาวเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ช่วย Diversify ความเสี่ยงได้ดีเนื่องจากลงทุนในหลายภูมิภาคและหลายกลุ่มอุตสาหกรรม


ES-GAINCOME-A —
น้ำหนัก 15% (Income & Stability)

กองทุนรวมที่เน้นการสร้างรายได้สม่ำเสมอ (Income) ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน ผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาสามารถบริหารจัดการความผันผวนได้ดีกว่ากองทุนประเภทเดียวกัน


UGISFX-N —
น้ำหนัก 15% (Global Fixed Income)

ตราสารหนี้คุณภาพสูงทั่วโลก ถือเป็นโอกาสที่ดีในช่วงที่ Bond Yield อยู่ในระดับสูง เนื่องจากข้อมูลในอดีตชี้ว่าการลงทุนในตราสารหนี้ช่วงที่ Yield สูงมักให้ Total Return ที่ดีในระยะ 6-12 เดือนถัดมา เมื่อ Yield เริ่มปรับตัวลดลง ราคาพันธบัตรก็จะปรับตัวขึ้น


ONEGLOBFIN-RA —
น้ำหนัก 10% (Global Financials)

กองทุนหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินทั่วโลก ซึ่งเป็น Sector ที่ได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ที่สูงและ Net Interest Margin ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจาก AI CAPEX ผ่านธุรกิจ Investment Banking และ Capital Markets ที่ช่วย Underwrite การออกหุ้นกู้และระดมทุนของ Big Tech


KT-HEALTHCARE —
น้ำหนัก 10% (Global Healthcare)

หุ้นกลุ่ม Healthcare ทั่วโลกเป็น Sector ที่มีลักษณะ Defensive สูง ไม่อ่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เหมาะสำหรับการถือระยะยาวในทุกสภาวะตลาด ได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากสังคมผู้สูงอายุและการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ไม่หยุดนิ่ง


DAOL-SUPERAI — น้ำหนัก 10% (AI Supply Chain)

กองทุน Active ETF ที่ลงทุนแบบ Bill of Materials ครอบคลุมทั่วทั้ง AI Supply Chain ตั้งแต่ GPU / Accelerator, HBM Memory, Semiconductor Foundry ไปจนถึง Data Center Operator, Power Management และ Networking เป็น Theme ที่ยังมี Runway การเติบโตอีกยาว เนื่องจาก AI CAPEX ยังคงขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่อง


KF-EMXCN-A —
น้ำหนัก 5% (Emerging Markets ex-China)

กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ยกเว้นจีน มุ่งเน้นประเทศที่มีปัจจัยสนับสนุนชัดเจน โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญใน AI Supply Chain และ Semiconductor Cycle นอกจากนี้ยังมี Valuation ที่ไม่แพงและ Debt/GDP ที่ต่ำ ทำให้แรงกดดันจาก Bond Yield ที่สูงมีผลจำกัด EPS Growth ของประเทศในกลุ่มนี้คาดว่าจะเติบโตได้ดีพอชดเชยกับ Discount Rate ที่สูงขึ้น


DAOL-BRAZILEQ —
น้ำหนัก 5% (Brazil Equity)

บราซิลเป็นทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี เนื่องจาก Correlation กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ มีสัดส่วนกลุ่มพลังงานถึง 20% จึงได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูง ประกอบกับกลุ่มการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้ปีนี้สามารถสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นตามแรงหนุนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์


ข้อควรระวังและกลยุทธ์การปรับพอร์ต

ในช่วง Q4 นักลงทุนควรระวังความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งกลางเทอม รวมถึงโอกาสที่ Fed อาจส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากเงินเฟ้อไม่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม เราแนะนำให้รักษาวินัยการลงทุน ไม่ลดพอร์ตตามกระแสการเมืองหรือความผันผวนระยะสั้น เพราะข้อมูลในอดีตชี้ให้เห็นชัดว่าการพยายาม Time the Market ในช่วงเลือกตั้งมักทำให้พลาดช่วงฟื้นตัวของตลาด นักลงทุนที่มีเม็ดเงินสดสามารถทยอยสะสมในจังหวะที่ตลาดปรับตัวลง โดยเน้นสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน

Most Viewed
Stock of the Day
CPF ปักธงฟู้ดอิสเมดิซีน ส่งยูฟาร์มลุยฟู้ดฟังก์ชัน จับ “Butterbear” เนรมิตวิ่งหมูหมี ลุยตลาดซูเปอร์พรีเมียม หนุนพอร์ตโต
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี “บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” ไม่ขัด รธน. โบรกฯ มองปลดล็อก Overhang การเมือง หนุนเสถียรภาพรัฐบาล หุ้นรับเหมาฯ-นิคมฯ เด่น
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“อสังหาฯ โลก” โอกาสลงทุนหลัง “ปรับฐาน” ครั้งใหญ่... พร้อมรับอานิสงส์วงจร “ดอกเบี้ยขาลง” !!!
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
AKAM พุ่งรับดีล Anthropic! มูลค่า 1.16 หมื่นล้านดอลลาร์ ปูทางขึ้นแท่น AI Infrastructure ลุ้นปี 2028 ดันรายได้แตะ 1.7 พันล้านดอลลาร์
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
อนุทิน-SET-FETCO โรดโชว์นิวยอร์ก-ลอนดอน! ดึง 43 กองทุน AUM 48 ล้านล้านดอลลาร์ ลุ้นวัฏจักรลงทุนใหม่-ดันไทยสู่ New Economy
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us