TEKA เปิดเทรดสวย! พุ่งทะลุ 43% เนื้อหอม!เตรียมพบนลท.อสังหาฯ รายใหญ่เวียดนาม หวังต่อยอดทำธุรกิจร่วมกันเพื่อสร้างการเติบโต
หุ้นไอพีโอตัวล่าสุดที่เข้าซื้อขายในช่วงที่ตลาดผันผวนอย่าง บริษัท ฑีฆาก่อสร้าง จำกัด (มหาชน) หรือ TEKA โดยทำราคาเปิดการซื้อขายที่ระดับ 6.60 บาท เพิ่มขึ้น 43.47%จากราคาไอพีโอหุ้นละ 4.60 บาท แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนที่มีต่อ TEKA อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดผู้บริหารออกมาเปิดเผยถึงแนวโน้มธุรกิจในช่วง 3-5 ปีที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนอีกด้วย
สำหรับ TEKA เป็นผู้ระกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่เชี่ยวชาญในกลุ่มงานก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เช่น อาคารศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน อาคารเรียน โรงแรม และ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม เป็นต้น ซึ่งการรับเหมาก่อสร้าง จะครอบคลุมงานตั้งแต่ 1.งานโครงสร้าง 2.งานสถาปัตยกรรม และ 3.งานระบบประกอบอาคาร ปัจจุบัน TEKA อยู่ในฐานะผู้รับเหมาหลักของโครงการ โดยจะมีทีมวิศวกรซึ่งมีประสบการณ์และความชำนาญ ทำหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพ และสามารถส่งมอบได้ตามเงื่อนไขของสัญญา
โดย นายวีระศักดิ์ วานิชวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฑีฆาก่อสร้าง จำกัด (มหาชน) หรือ TEKA กล่าวว่า จากราคาเปิดการซื้อขายดังกล่าว ถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจอย่างมาก โดยจากราคาไอพีโอมีส่วนลดประมาณ 20-30% จากราคาประเมินของนักวิเคราะห์ที่ประมาณการไว้ และต้องขอขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความสนใจ TEKA
ทั้งนี้ประเมินอุตสาหกรรมก่อสร้างในปี 2565 คาดว่าจะฟื้นตัวตามสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด หลังจากมีการชะลอตัวมากว่า 2 ปี จากปัจจัยสนับสนุนไม่ว่าจะเป็น การทยอยเปิดประเทศ รวมทั้งโควิด-19 ที่มีความอันตรายลดน้อยลง ดังนั้นเมื่อสภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว ทำให้การก่อนสร้างมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น
สำหรับปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการประมูล 20 กว่าโครงการ มูลค่ารวมประมาณ 15,000 ล้านบาท โดยบริษัทคาดหวังว่าจะมีโอกาสชนะการประมูลราว 15-20% หรือเป็นเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท จาก สิ้นเดือนมีนาคม 65 มีมูลค่างานในมือ (Backlog) ประมาณ 1,700 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ปีนี้ประมาณ 80-85% ส่วนที่เหลือทยอยรับยรู้ในปีถัดไป ดังนั้นจึงคาดว่ารายได้ปี 2565 จะเติบโตได้ดีกว่าปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ 1,605.04 ล้านบาท ส่วนในช่วง 3-5 ปีนับจากนี้ บริษัทวางเป้าหมายจะมีรายได้เติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี
“ถ้ามองจากไตรมาส 1/65 รายได้มีการเติบโตราว 36% ก็ยังคาดว่าทั้งปี 2565 จะยังรักษาระดับการเติบโตได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/65 ขณะที่งานที่อยู่ระหว่างการประมูลยังโฟกัสภาคเอกชน ส่วนงานราชการต้องดูมาร์จิ้นที่น่าสนใจหรือไม่ โดยงานเอกชนหลักๆ ก็จะเป็นคอนโดมิเนียม เพราะเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่างานอื่นๆ ซึ่งมาร์จิ้นภาครัฐจะอยู่เพียงหลักเดียว ส่วนงานภาคเอกชนมาร์จิ้นอยู่อยู่ตั้งแต่หลักเดียวปลายๆ จนถึง 2 หลักแล้วแต่โครงการ”
ขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น โครงการที่บริษัทได้ดำเนินการไป ได้มีการสั่งซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างล่วงหน้าไปแล้ว ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นดังกล่าว ส่วนโครงการใหม่ๆ จะมีการปรับราคาที่เป็นไปตามสภาวะตลาด
นอกจากนี้บริษัทยังมองหาลู่ทางในการขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตได้ดี เบื้องต้นมองประเทศเวียดนามมี ถ้าเป็นไปได้อยากจะลงทุนเลย แต่จะต้องดูว่ามีความเสี่ยงว่า มากน้อยแค่ไหน หากมีความเสี่ยงน้อยก็พร้อมที่จะลงทุนทันที ซึ่งวันเสาร์ที่ 18 มิ.ย.นี้จะมีการนัดพบปะกับนักลงทุนอสังหาฯรายใหญ่ของเวียดนาม เพื่อทำหนังสือข้อตกลงร่วมกัน เพื่อเป็นพันธมิตรร่วมธุรกิจ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาธุรกิจร่วมกัน หากมีความชัดเจนจะรายงานให้ทราบอีกครั้งภายหลัง ถือเป็นการตอกย้ำของผู้บริหารที่ไม่ปิดโอกาสแค่ในประเทศไทย
