คัด 4 หุ้นเด่น ที่ผันผวนต่ำ ป้องกันความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ความกังวลเศรษฐกิจชะลอมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแรงกดดันของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเหตุผลหลักๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาอาหารและพลังงาน ที่อยู่ในระดับสูง ล่าสุดตัวเลข GDP งวดไตรมาส 2/65 ของสหรัฐ พบว่าติดลบ 0.9%จากไตรมาสก่อน และถือเป็นการติดลบเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา 2 ไตรมาสต่อเนื่อง ทำให้เข้าสู่นิยาม Technical Recession ไปแล้ว


ทั้งนี้ภายใต้แรงกดดันที่เกิดขึ้น Wealthy Thai จึงได้รวบรวมหุ้นที่น่าสะสม เพื่อป้องกันความเสี่ยง ผ่านการประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ได้ออกมาเปิดเผยถึงธีมการลงทุนหลักในปี 2565 ซึ่งหนึ่งในนั้นมีธีมหุ้นความผันผวนต่ำ อาทิ BGRIM, GPSC, BH, และ CPALL พร้อมกับบอกว่า หุ้นความผันผวนต่ำเป็นหุ้นที่ป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย



BGRIM ขยายกำลังการผลิตหนุนราคาหุ้นในระยะยาว

ทั้งนี้นักวิเคราะห์ดังกล่าวระบุว่า BGRIM เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินการผลิตภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าประเภท SPP และจากกำลังการผลิตรวมที่คาดจะอยู่ที่ 2,491 MW ในปี 2565 โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติจึงคิดเป็น 66% ของแหล่งไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 34% เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ต้นทุนก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยเคลื่อนไหวช้ากว่าการปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 3-9 เดือน ดังนั้น ต้นทุนก๊าซธรรมชาติซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่ 81% ของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในไตรมาส 1/2565 จึงคาดจะทรงตัวในอนาคตอันใกล้เป็นอย่างน้อยที่สุด


ทั้งนี้ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าประเภท SPP มีกลไกการปรับค่าไฟฟ้าแบบส่งต่อสำหรับการจัดหาไฟฟ้าให้กับ กฟผ.ซึ่ง คิดเป็นสัดส่วนที่ 70-75% ของ PPA รวม BGRIM โดยราคาขายของไฟฟ้าที่เหลือที่จัดหาให้กับผู้ใช้อุตสาหกรรมสามารถปรับค่าไฟฟ้าขึ้นตามการปรับค่าไฟฟ้าของ กฟภ. ซึ่งประกอบด้วยค่าพื้นฐานและค่า Ft


ส่วนปัจจัยที่คาดจะกดดันการปรับลดประมาณการจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นได้แก่ 1.การปรับขึ้นค่า Ft เป็นครั้งที่ 3 ในปี 2565 (เดือนก.ย.-ธ.ค.2565) ที่ 0.40 บาท/ยูนิต เป็นอย่างน้อยที่สุดและปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอีกหลายรอบ 2.ปริมาณการผลิตที่เพิ่มขนึ้ 7-10% จากกำลังการผลิต 55MW ของผู้ใช้อุตสาหกรรมใหม่ในปี 2565 3.แผนการนำเข้า LNG ที่ 0.5 ล้านตัน ในช่วงต้นปี 2566 และ 4.เป้าหมายของบริษัทฯ ในการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 1,000 MW ในปี 2565 โดยแนะนำ “Outperformราคาเป้าหมายกลางปี 2566 ที่ 61.50 บาท การขยายกำลังการผลิตคาดจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในระยะยาว



GPSC มีพอร์ตโรงไฟฟ้าหลากหลาย

ถัดมา GPSC เป็นผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าที่มีพอร์ตโรงไฟฟ้าหลากหลายเนื่องจาก 38% ของกำลังการผลิตรวมประกอบด้วยโรงไฟฟ้าในต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและมากกว่า 30% อยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าประเภท IPP ซึ่งมีกลไกลส่งต่อต้นทุนเชื้อเพลิง ขณะที่อีก 31% ของกำลังการผลิตทั้งหมดอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าประเภท SPP ซึ่งมีความผันผวนของต้นทุนพลังงาน


GPSC ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนขึ้นเป็น 8,000 MW ภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่ 2,350 MW โดยเน้นไปยังประเทศไทย อินเดีย ไต้หวันและเวียดนาม สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนคาดจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ตไฟฟ้ารวมของ GPSC จากระดับปัจจุบันที่ 36% ขณะที่เป้าหมายระยะยาวของบริษัทฯ คือลดการปล่อยคาร์บอนลง 10% ภายในปี 2568 และ 35% ภายในปี 2573


ขณะที่ 31% ของกำลังการผลิตอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟาประเภท SPP จึงคาดว่าบริษัทฯ จะได้ประโยชน์จากการขึ้นค่า Ft ที่ 0.40 บาท เป็นอย่างน้อยที่สุดในการปรับขึ้นครั้งที่ 3 (เดือนก.ย.-ธ.ค.2565) โดยแนะนำ Outperform ราคาเป้าหมายกลางปี 2566 ที่ 83.50 บาท ปัจจัยหนุนการเติบโตหลักคาดจะมาจากการขยายกำลังการผลิตโดยเฉพาะกับกลุ่ม PTT และธุรกิจที่ไม่ใช่โรงไฟฟ้า เช่น การผลิตแบตเตอรี่



BH ได้ประโยชน์มากสุดจากการเปิดประเทศ

BH คาดได้ประโยชน์มากสุดจากการเปิดประเทศ โดยมีสัดส่วนรายได้จากต่างชาติมากที่สุดในกลุ่มที่ 65% แบ่งเป็นผู้ป่วยที่บินเข้ามารักษาตัวที่ 52% และชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทยที่ 13% การกลับมาของผู้ป่วยต่างชาติจะช่วยหนุนรายได้


โดยคาดคาดว่า BH จะรายงานกำไรปกติไตรมาส 2/2565 ที่ 798 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น269% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 ไตรมาส คาดรายได้รวมเติบโตเป็น 4.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 43%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 99.4% ของรายได้รวมในไตรมาส 2/2562 (ระดับก่อนเกิด Covid-19) หนุนจากรายได้จากต่างชาติที่มากขึ้นซึ่งคาดจะคิดเป็นสัดส่วนที่ 86% ของระดับในไตรมาส 2/2562


อย่างไรก็ตามลดคำแนะนำ BH เป็น “ถือ” จาก “ซื้อ” หลังราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น โดยให้ราคาเป้าหมายกลางปี 2566 ที่ 181 บาท คำนวณจากความเป็นไปได้ที่ 50% ต่อมูลค่าหุ้นของเราอิงจาก 2 สมมติฐาน ได้แก่มูลค่า 170 บาท ที่รวมผลกระทบจาก MedPark และ 192 บาท ไม่รวม MedPark



CPALL รับผลบวกครึ่งปีหลัง

CPALL โดยในช่วงครึ่งหลังปีนี้ คาดว่าการบริโภคในประเทศจะฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การผ่อนคลายข้อจำกัดในการเดินทางคาดจะกระตุ้นการใช้จ่ายเงินของนักท่องเที่ยวในครึ่งหลังปีนี้ โดยปกติแล้วไตรมาส 3 เป็นช่วงโลว์ซีซั่นของการบริโภค อย่างไรก็ดี จากฐานที่ต่ำในไตรมาส 3/2564 จึงคาดว่า SSSG ไตรมาส 3/2565 จะยังอยู่ในเชิงบวกและฝ่ายวิจัยยังมีมุมมองบวกต่อผลบวกที่คาด CPALL จะได้รับจากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในไตรมาส 4/2565 จากสัดส่วนยอดขายจากนักท่องเที่ยวที่คาดอยู่ที่ประมาณ 10% ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ Covid-19 ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์และสาธารณูปโภคที่สูงขึ้นคาดจะจำกัดการเติบโตของอัตรากำไรในช่วงครึ่งหลังปีนี้


ดังนั้นคงคำแนะนำ “ซื้อ” CPALL ราคาหุ้น CPALL ขณะนี้ซื้อขายที่ราว 27.7 เท่า ของ EPS ปี 2566 หรือใกล้กับที่0.3SD ต่ำกว่า PER เฉลี่ยในอดีต ซึ่งยังมี upside ต่อราคาเป้าหมายของฝ่ายวิจัยที่ 73.60 บาท



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Stock of the Day
SAPPE บวก 3.68% รับกำไรจ่อกลับมาโต Q3/69 โบรกฯ แนะ “ซื้อ” ชูเป้า 44 บาท ชี้ผ่านจุดต่ำสุด-เข้าสู่รอบขากลับมาโต
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
SYNNEX ส่งซิก H2/69 สดใส ผนึก AWS ยกระดับสู่ AI Hub ดันรายได้ปี 69 แตะ 5.3 หมื่นล้านบาท เตือนต้นทุนฮาร์ดแวร์พุ่งยาวถึงปี 2570
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fund Move
PROSPECT REIT ปักหมุดเปิดจองซื้อ 9-17 ก.ย.นี้ สำหรับนักลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โชว์ศักยภาพทรัพย์สินใหม่
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดพิกัด 4 หุ้นเด่น “หยวนต้า” แนะสะสมดักปัจจัยบวก มอง SET แกว่ง Sideway Down เริ่มจำกัด ชี้จังหวะย่อตัวเป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้นพื้นฐานดี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
BANPU กางแผน 5 ปี อัป EBITDA โต 1.5 เท่า ทุ่ม 3 พันล้านเหรียญฯ ลุยธุรกิจพลังงาน ลุ้นผลงานปี 69 ฟื้นรับดีมานด์ถ่านหินพุ่ง
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us