เช็กเลย! 15 หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์-ธนาคาร รับผลบวกรัฐบาลเตรียมปรับขึ้นค่าแรง 5-8%
จากกระแสข่าวกระทรวงแรงงานส่งสัญญาณเคาะขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเดือนสิงหาคม 2565 นี้ โดยคณะกรรมการไตรภาคีเตรียมเคาะตัวเลขปรับขึ้น 5-8% คำนวณจากฐานเงินเฟ้อตามหลักสากล ดังนั้นในแง่ตลาดทุนก็จะมีทั้งหุ้นที่จะได้รับผลบวก และผลลบ ซึ่งจะมีหุ้นไหนบ้าง บทความนี้มีคำตอบให้แล้ว
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ข่าวกระทรวงแรงงานเตรียมพิจารณา “ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-8%” ทั่วประเทศ ในช่วงเดือน ส.ค.65 ไม่เกิน ก.ย.65 คาดจะมีผลช่วงเดือน ม.ค.66 ผลจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อหุ้นแต่ละ Sector
ฝ่ายวิจัยประเมินเป็นบวกต่อกลุ่มดังนี้
-
กลุ่มการเงิน มองเป็นบวก โดยประเมินการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ เราชื่นชอบหุ้น MTC ,SAWAD, TIDLOR, AMANAH ,ASK, MICRO, SINGER, THANI
-
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 5% จะเพิ่มความ Upside ต่อ Healine Inflation CPI ที่ฝ่ายวิจัยคาด 0.15% คาดจะหนุนให้ กนง. ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยมองเป็นบวกต่อกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ฝ่ายวิจัยคาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทุก 25bps จะหนุนกำไรสุทธิของธนาคารใหญ่เพิ่มขึ้น 6-8% และจะเป็น upsides ต่อกำไรปี 2023 ของธนาคาร BBL, KTB, SCB ราวๆ 7%, BAY 5%, TTB และ KKP 1% ขณะที่ TISCO จะกระทบ 2% โดยหุ้นเด่นเลือก BBL, SCB
ขณะที่ฝ่ายวิจัยประเมินเป็นลบต่อหุ้นดังนี้
-
กลุ่มรับเหมา ประเมินจะกระทบต่อบริษัทรับเหมาที่มีมูลค่า backlog สูง อาทิ STEC รองลงมาคือ CK โดยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกๆ 1% กระทบประมาณการกำไรของกลุ่มผู้รับเหมาในปี 2566 คือ STEC, CK, SEAFCO, PYLON ราว 3.16%,22%,2.17%,1.21% ตามลำดับ
-
กลุ่มค้าปลีก ฝ่ายวิจัยทำการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (sensitivity analysis) ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อบริษัทค้าปลีก 7 แห่งภายใต้การวิเคราะห์ของฝ่ายวิจัย โดยการปรับขึ้นค่าแรง 10% (จากข่าวคาดจะปรับขึ้น 5-8%) จะส่งผลกระทบเชิงลบ ต่อกำไรของกลุ่มทั้งหมด 1-3%
-
บริษัทค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านอย่าง DOHOME GLOBAL และ คาดกำไรจะลดลง 1% จากการปรับขึ้นค่าแรง น้อยกว่าผู้ค้าปลีกสินค้าจำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือยรายอื่น ๆ เช่น BJC CPALL CRC และ MAKRO ที่คาดว่าจะกระทบต่อกำไรประมาณ 3%
อย่างไรก็ตามค่าแรงขั้นต่ำน่าจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและส่งผลกระทบเชิงบวกทางอ้อมต่อยอดขายบริษัทค้าปลีกในไทย จึงแนะนำลงทุน CPALL ราคาเป้าหมายพื้นฐาน 73.60 บาท จากแนวโน้มยอดขายและกำไรที่จะดีขึ้นต่อเรื่องจากการเปิดเมือง นักท่องเที่ยวที่ทยอยเข้ามามากขึ้น ราคาน้ำมันที่ทยอยปรับลดลง และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
-
กลุ่มอื่นๆ อาทิ กลุ่ม Soft commodity เนื่องจากค่าแรง คิดราว 6-8%ของ Cost of Goods sole
ส่วนมุมมองบริษัท หลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มองเป็นลบเล็กน้อยต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยอัตราการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวไม่ได้สูงมากเท่าที่แรงงานมีการเรียกร้องและค่อนข้างใกล้เคียงกับที่คาด ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มรับเหมา มองว่าบริษัทที่มีสัดส่วน direct labor จำนวนมากจะได้รับผลกระทบมากสุด นำโดย RT, STEC, SEAFCO, และ PYLON โดยประเมินเบื้องต้นค่าแรงที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 5% จะกระทบกำไรบริษัทเหล่านี้ 8-15% ด้าน CK กระทบน้อยสุดราว 6% เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วน subcontract สูงถึง 70%
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้รับเหมาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นงานที่มีการใช้ skill เฉพาะ และมีการจ่ายค่าจ้างที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำทั่วไป ทำให้ผลกระทบอาจไม่ได้มากเท่าที่ฝ่ายวิจัยประเมิน นอกจากนี้ หากอิงจากข้อมูลช่วงที่มีการปรับขึ้นค่าแรงในอดีต ปัจจัยดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานกลุ่มรับเหมาอย่างมีนัย อีกทั้งคาดการณ์ผลการดำเนินงานโดยรวมนับจากนี้จะได้อานิสงส์อย่างมากจาก backlog ที่กลับมาเป็นขาขึ้นและ COVID-19 ที่คลี่คลาย สำหรับกลุ่มรับเหมา จึงคงน้ำหนัก “Overweight” และ Top pick ได้แก่ CK แนะซื้อ ราคาเป้าหมาย 25.60 บาท
นอกเหนือจากนั้นแล้ว มองเป็นบวกเล็กน้อยต่อกลุ่ม Finance จากค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น มีโอกาสเป็น NPL ที่ต่ำลง โดยมองบวกต่อหุ้น MTC (แนะถือ ราคาเป้าหมาย 50.00 บาท), SAWAD (แนะซื้อ ราคาเป้าหมาย 53.00 บาท) และ TIDLOR (แนะซื้อ ราคาเป้าหมาย 38.00 บาท) จากฐานลูกค้าที่มีรายได้ไม่ประจำสูง
รวมทั้งกลุ่ม AMC เช่น JMT (แนะซื้อ ราคาเป้าหมาย 100.00 บาท), CHAYO (แนะซื้อ ราคาเป้าหมาย 14.00 บาท) และ TH (แนะซื้อ ราคาเป้าหมาย 8.00 บาท) จากลูกหนี้ unsecured loan ที่ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ที่มีค่างวดชำระที่ต่ำ ทั้งนี้หุ้นในกลุ่ม Finance คงคำแนะนำ “Overweight” จากแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังปี 65 ที่จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากครึ่งปีแรกของปี 65 ตามสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น และการเข้าซื้อหนี้เสียที่จะสูงขึ้นเป็นปกติตามฤดูกาล
