GPSC ติดลบไปกว่า 24.51%จากต้นปี โบรกเกอร์มอง อย่าไปกลัว “ซื้อสะสม-ถือต่อ” รับข่าวค่า FT ขึ้น
ธุรกิจโรงไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งธุรกิจสาธารณูปโภคที่มีจำเป็นและความต้องการใช้ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นจุดที่ดึงดูดความน่าสนใจจากนักลงทุนแต่ในปัจจุบันราคากลับไม่ได้สะท้อนความต้องการใช้อย่างที่ว่าไว้ อย่างบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ราคาหุ้นก็มีการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
โดยนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2565) ราคาหุ้นได้มีการปรับตัวลดลงถึง 24.51% จนลงมาอยู่ที่ระดับราคา 67 บาท สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่เพิ่มขึ้น
ซึ่งคำถามที่เกิดขึ้นในกลุ่มนักลงทุนจะเป็นโอกาสที่จะเข้าลงทุนหรือยังจะต้องรอดูจังหวะที่เหมาะสม ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จะขอพาผู้อ่านและผู้ที่สนใจไปหาคำตอบพร้อมๆกัน
บล. เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ ให้คำแนะนำว่า เป็นจังหวะที่น่า “ซื้อสะสม” เนื่องจากราคาหุ้นได้มีการปรับตัวลดลงมาสะท้อนปัจจัยลบเรื่องต้นทุนพลังงานไปแล้วช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งประเมินมูลค่าราคาพื้นฐานปี 2566 ที่ 90 บาท
ผลประกอบการของในช่วงไตรมาส 3/65 คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้อย่างโดดเด่นจาก 3 ปัจจัยสนับสนุน อย่างการฟื้นตัวของความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเปิดประเทศ
ด้านต้นทุนพลังงาน ราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ในตลาดโลกเริ่มมีการปรับตัวลดลงมาช่วยลดแรงกดดันทางด้านต้นทุนลง และโอกาสในการปรับเพิ่มขึ้นค่า Ft รอบเดือน พฤษภาคม 65 ถึง สิงหาคม 65 ที่ 24.77 สตางค์/หน่วย (รวมประมาณ 3.79 บาท/หน่วย) และ รอบเดือนกันยายน 65 ถึง ธันวาคม 65 ที่ 93.43 สตางค์/หน่วย (รวมประมาณ 4.72บาท/หน่วย)
ประมาณการกำไรสุทธิปี 65 จะอยู่ที่ 4,751 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 35.1% ผลจากการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของต้นทุนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเป็นตัวกดดันอัตราการทำกำไรของบริษัท แต่กำไรสุทธิปี 66 จะเพิ่มขึ้น 51.1% มาอยู่ที่ 7,177 ล้านบาท ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ,การ COD โรงไฟฟ้าใหม่ๆและแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่ลดลง
ฟากนักวิเคราะห์จากบล. พาย ให้คำแนะนำ “ถือ” พร้อมมูลค่าพื้นฐาน 69 บาท เนื่องจากอัพไซด์ยังค่อนข้างจำกัด ด้วยต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังราว 500 บาท/ล้านBTU หรือเพิ่มขึ้น 15% จากครึ่งปีแรก สืบเนื่องจากปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศที่ลดลงและการนำเข้า LNG ที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบอัตรากำไรของ SPP ในเชิงลบ
ขณะที่ข้อเสนอของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในการปรับเพิ่มค่า Ft ขึ้น 0.4 บาท/หน่วย สำหรับเดือนกันยายน-ธันวาคมปี 2565 คาดการณ์ว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นได้ส่วนหนึ่งและเป็นการชั่วคราวอย่างไรก็ดีจะมีการทบทวนประมาณการกำไรและมูลค่าพื้นฐานอีกครั้งหลังจากได้เข้าร่วมการประชุมนักวิเคราะห์
