เปิดโผบจ.กำไรมากสุดครึ่งแรกปี 65 IVL-TOP ผงาด! ขึ้นบัลลังก์ เบอร์ 2-3 ในตลาดหุ้นไทย
Wealthy Thai รวบรวมบริษัทจดทะเบียนที่รายงานกำไรงวดครึ่งแรกปี 2565 ออกมาสูงสุด 8 อันดับแรกมาฝากนักลงทุน โดยจากการสำรวจข้อมูลผ่าน setsmart.com พบว่า PTT บริษัทพลังงานรายใหญ่ของไทย ยังครองบัลลังก์บริษัทที่มีกำไรสุทธิมากสุดในตลาดหุ้นไทยด้วยตัวเลขกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 65 อยู่ที่ระดับ 64,418.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 57,166 ล้านบาท
ถัดมา IVL ที่สามารถทำงานงานออกมาได้ออกโดดเด่นจนขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 ได้สำเร็จ หลังจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ตกอยู่ในอันดับ 9 โดยงวดครึ่งแรกของปี 2565 บริษัทรายงานกำไรสุทธิที่ 34,347.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 139.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 14,348.42 ล้านบาท
ขณะที่อันดับ 3 คือ TOP โดยทำกำไรอย่างโดดเด่นเช่นกัน จนทำให้งวดครึ่งปีแรกของปี 65 กำไรสุทธิอยู่ที่ 32,509.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 493% จากงวดเดียวกันปี 64 ที่มีกำไร 5,482.68 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 64 กำไรของ TOP ไม่ติด 10 อันดับแรกแต่อย่างใด ซึ่งงวดครึ่งปี 65 กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขาย 258,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106,827 ล้านบาท สาเหตุหลักจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ และมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 22,029 ล้านบาท สูงขึ้น 13,590 ล้านบาท
สำรวจมุมมองโบรกฯ ทั้ง IVL-TOP
IVL โดยบล. หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 63.00 บาท มองว่าราคาหุ้นยังไม่สะท้อนทิศทางงบปี 2565 ที่โดดเด่น โดยหากเทียบกับปี 2561 ที่ราคาหุ้นทำ High ที่ 63 บาท/หุ้น ปีดังกล่าวมีกำไร 2.6 หมื่นล้านบาท และ ROE 20% ต่ำกว่าคาดการณ์ปี 2565 ขณะที่ปี 2561 หุ้นซื้อขายบน P/BV เฉลี่ย 2.2 เท่า เทียบกับปัจจุบันมี P/BV ต่ำ เพียง 1.4 เท่า
ขณะที่บริษัทได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวน้อยกว่าคู่แข่ง เพราะสินค้าของ IVL ราว 75% ถูกใช้ผลิตสินค้าจำเป็นที่ใช้ครั้งเดียว ทำให้มีความต้องการใช้สม่ำเสมอ ถูกกระทบจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่ำ โดยระยะยาวจะมีการเติบโตต่อเนื่องตามเป้าหมายเพิ่ม EBITDA 1 เท่าตัวทุก 5 ปี หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต CAGR 15% ต่อปี
ส่วน TOP โดยโนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 85 บาท คงเป็น Top pick รวมทั้งคงมุมมองครึ่งหลังของปี 65 แม้แนวโน้มกำไรปกติจะลดลงจากครึ่งปีแรก ตาม spread ปิโตรเลียมที่ทยอยกลับสู่ระดับปกติ แต่เติบโตได้จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากค่าการกลั่นยังอยู่ในระดับสูง และเป็นระดับสูงกว่า pre-COVID
นอกจากนี้ TOP มี hedging ราว 25% ของปริมาณขายในครึ่งหลังของปี 65 คาดช่วยลดผลกระทบราคาน้ำมันดิบ และ spread ปิโตรเลียมที่ลดลงสู่ภาวะปกติได้มากกว่ากลุ่ม ขณะที่ระยะยาวโครงการ CFP ที่จะเริ่ม COD ในต้นปี 2025 ส่งให้บริษัทมีความได้เปรียบด้านต้นทุนเหนือคู่แข่ง (crude premium กลับสู่ปกติ) และแรงหนุนของส่วนแบ่งกำไรฯ CAP ดีขึ้นหลังภาวะ oversupply ของปิโตรเคมีบรรเทาลง
