เพราะแบบไง?..ไขสาเหตุ CV-BBGI ร่วงไม่หยุด พบหุ้นโดนชอร์ตเซลอย่างต่อเนื่อง
หุ้นไอพีในช่วงที่ผ่านมามีหลายๆตัวสามารถทำราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นตั้งแต่เข้าซื้อขายเป็นวันแรก และก็มีอีกหลายตัวเช่นกัน ที่ราคาหุ้นไม่ไปไหน หรือบางตัวราคาหุ้นยังไม่สามารถยืนเหนือราคาไอพีโอได้เลยนับจากวันเข้าซื้อขายวันแรก หนึ่งในนั้นก็ต้องมีชื่อ CV และ BBGI
CV หรือ บริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) นับตั้งแต่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2564 ด้วยราคาไอพีโอที่ 3.90 บาท ซึ่งในวันแรกที่เข้าซื้อขายเปิดเทรดที่ 3.96 บาท เหนือจอง 1.54% จากราคา IPO ระหว่างวันราคาขึ้นสูงสุดที่ 4.32 บาท แต่นับจากวันแรกจนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดวันที่ 28 กันยายน 2565 อยู่ที่ 1.84 บาท ลดลง 52.82% จากราไอพีโอ และลดลง 57.40% จากราคาสูงสุด
ส่วน BBGI หรือ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ก็เช่นกัน นับตั้งแต่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2565 ด้วยราคาไอพีโอที่ 10.50 บาท ซึ่งในวันแรกที่เข้าซื้อขายเปิดเทรดที่ 10.10 บาท ลดลง 3.81% จากราคาไอพีโอ โดยราคาหุ้นทำจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2565 ที่ระดับ 10.80 บาท แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดวันที่ 28 กันยายน 2565 อยู่ที่ 6.75 บาท ลดลง 35.71% จากราคาไอพีโอ และลดลง 37.5%จากราคาสูงสุด
นอกจากนี้ทั้ง 2 หุ้นยังมีประเด็นที่น่าสนใจ เพราะจากการตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมการขายชอร์ต หรือ ชอร์ตเซล พบว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (29 มี.ค. 2565- 28 ก.ย. 2565) มีการ Short Sell เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
CV มีปริมาณการขายชอร์ต 2,223,200 หุ้น มูลค่าการขายชอร์ตที่ 4,633,463.00 บาท ปริมาณการขายชอร์ตเทียบกับปริมาณการซื้อขายแบบ Auto Matching ที่ 0.51% ส่วน CV-R มีปริมาณการขายชอร์ต 177,300 หุ้น มีมูลค่าการขายชอร์ตที่ 447,464.00 บาท ปริมาณการขายชอร์ตเทียบกับปริมาณการซื้อขายแบบ Auto Matching ที่ 0.04%
ขณะที่ BBGI มีปริมาณการขายชอร์ต 547,300 หุ้น มูลค่าการขายชอร์ตที่ 4,036,125.00 บาท ปริมาณการขายชอร์ตเทียบกับปริมาณการซื้อขายแบบ Auto Matching ที่ 0.19% ส่วน BBGI-R มีปริมาณการขายชอร์ต 594,700 หุ้นมูลค่าการขายชอร์ตที่ 4,960,810.00 บาท ปริมาณการขายชอร์ตเทียบกับปริมาณการซื้อขายแบบ Auto Matching ที่ 0.21%
*หมายเหตุ รายการที่ชื่อย่อหลักทรัพย์ต่อด้วย "-R" หมายถึงข้อมูลธุรกรรมขายชอร์ตในเอ็นวีดีอาร์
Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังนักวิเคราะห์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่า ปัจจัยกดดันที่ทำให้มีธุรกรรมการขายชอร์ต CV เข้ามาต่อเนื่อง คาดว่าจะมาจาก ผลกำไรรายไตรมาสของปี 2565 คาดว่าจะลดลงอยู่ต่อเนื่อง เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน
สาเหตุหลักมาจาก ราคาก๊าซธรรมชาติและเศษไม้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบ ประกอบกับคุณภาพของเศษไม้ที่ไม่พร้อมใช้งาน ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำลง เหลือ 88%จากเดิม 91% ซึ่งไม่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะสั้น
โดยการขาดแคลนวัตถุดิบมาจากขบวนการผลิตภายใน โดยเฉพาะฤดูฝนที่วัตถุดิบมีความชื้นสูง ไม่สามาถนำไปใช้ได้ ส่งผลให้ต้องซื้อวัตถุดิบในปริมาณที่มากขึ้น และในราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย โดยแรงกดดันดันกล่าว น่าจะอยู่กับ CV ในระยะสั้นราว 2-3 ไตรมาส
ทั้งนี้ประเมินกำไรสุทธิปี 2565 จะลดลงมาเหลือประมาณ 81 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 147 ล้านบาท เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากปัจจัยดังกล่าว ทั้งวัตถุดิบ และต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น ขณะที่ปี 2566 จะต้องรอดูไปอีกสักระยะก่อน
“ผลประกอบการที่ไม่ดี อาจจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หุ้น CV ถูก ชอร์ตเซล มาโดยตลอด นอกจากนี้เดิมมี 5 โรงไฟฟ้า แต่ได้ขายออกไป 1 โรงไฟฟ้าที่ขาดทุนมาตลอดในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่ง CV น่าจะประสบปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีแผนขยายโรงไฟฟ้าใหม่ ด้วยการสร้างโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น กำลังการผลิต 180 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569 แต่ยังมีการเติบโตที่ยังไม่เพียงพอ”นักวิเคราะห์บล. ฟินันเซีย ไซรัส กล่าว
หมายเหตุ BBGI ยังไม่มีมุมมองจากนักวิเคราะห์
