กูรูชี้ CBG เหมาะลงทุนแบบ DCA พบ 5 ปี ได้กำไร-ปันผลเกือบ 5 หมื่นบาท
CBG หรือ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในหุ้น DCA แนะนำประจำไตรมาส 4/65 ของบล.กสิกรไทย เนื่องจากมีความแข็งแกร่งเรื่อง Branding ของเครื่องดื่มชูกำลัง และแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโตตามกำลังซื้อภายในประเทศที่ฟื้นตัวและรายได้ภาคเกษตรยังทรงตัวสูง
ทีมงาน Wealthy Thai จึงเกิดข้อสงสัยว่า หากออมหุ้น CBG ด้วยเงิน 5,000 บาท ติดต่อกันทุกเดือน เป็นระยะเวลา 5 ปี ผลตอบแทนที่ได้จะเป็นอย่างไร
จากข้อมูลของ SETSMART พบว่า หากออมหุ้น CBG ปัจจุบันจะมีหุ้นทั้งหมด 4,407 หุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 77.57 บาท มูลค่าพอร์ตปัจจุบันจะอยู่ที่ 362,475.75 บาท ได้กำไร 20,646.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 6.04% และได้รับเงินปันผล 26,352.45 บาท

โดยบล.กสิกรไทย ระบุถึง ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตให้กับ CBG ในปี 2565-2566 และทำให้ฝ่ายวิจัยเลือก CBG เป็นหนึ่งในหุ้น DCA แนะนำในไตรมาส 4/65 คือ
-
จุดแข็งเรื่อง Branding ของเครื่องดื่มชูกำลัง
-
การบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวขึ้นหนุนจากการประกาศให้ Covid-19 เป็นโรคประจำถิ่น และรายได้ภาคเกษตรยังทรงตัวสูง ล่าสุดเดือนพ.ค. 2565 แข็งแกร่ง โดยเพิ่มขึ้น 21.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
-
การเปิดตัวเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและสินค้า CBD ใหม่
-
ยอดขายในต่างประเทศที่ฟื้นตัวขึ้นทั้งในกลุ่มประเทศ CLMV คาดว่ายอดขายในกัมพูชาและเมียนมาจะเท่ากับระดับของปี 2563 และจีน
-
การขยายตลาดไปยังเวียดนาม
ในส่วนของต้นทุนฝ่ายวิจัยประเมินว่าผ่านจุดสูงสุด (Peak) และเริ่มปรับตัวลงแล้ว โดยราคาอะลูมิเนียมซึ่งเป็นต้นทุนของบริษัทปรับลงนับจากจุดสูงในรอบ 52 สัปดาห์ลงมาแล้วราว 36% จึงแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 124.00 บาท
ด้านบล.เอเซีย พลัส ระบุถึงแนวโน้มการเติบโตไตรมาส 3/65 CBG จะมีกําไรสุทธิอยู่ที่ 711 ล้านบาท ลดลง 4% จากไตรมาส 2/65 แต่เพิ่มขึ้น 18% จากไตรมาส 3/64 โดยกําไรที่ตกลงจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นเพราะยอดขายถูกฉุดจากตลาด
ต่างประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่ตลาดในประเทศยังเติบโตได้ ส่วนการเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะได้แรงหนุนจากยอดขายที่คาดจะสูงขึ้นทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ
โดยฝ่ายวิจัยคงคําแนะนํา “ซื้อ” CBG ราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 121 บาท เพราะคาดว่ากําไรในไตรมาส 3/65 ยังโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ และคาดจะเห็นการเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้า และไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/65 เป็นต้นไป จากยอดขายที่คาดจะเพิ่มขึ้น และอัตรากําไรขั้นต้นที่จะสูงขึ้น โดยไตรมาส 4/65 จะเป็นไตรมาสแรกที่ได้อานิสงส์จากราคาตลาดอะลูมิเนียมที่อยู่ในระดับต่ำเต็มไตรมาส ส่วนปี 2566 คาดกําไรเติบโตได้สูง 24% จากปี 2565 ตามภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่จะเติบโตได้ดีขึ้น
