ถอดพื้นฐาน “โพลีเน็ต” หรือ POLY หุ้นไอพีโอตัวล่าสุดของธุรกิจชิ้นส่วนฯ
ในช่วงปลายปี ถือเป็นช่วงที่หุ้น IPO แห่เข้าระดมทุนจำนวนมาก ดังนั้นคอลัมน์ NEXT IPO วันนี้จะพานักลงทุนมาทำความรู้จักกับ บริษัท โพลีเน็ต จำกัด (มหาชน) หรือ POLY ผู้ดำเนินธุรกิจขึ้นรูป ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยาง พลาสติก ซิลิโคน แม่พิมพ์ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และสินค้าอุปโภคบริโภค
โดยปัจจุบันบริษัทผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ยาง พลาสติก และซิลิโคนขึ้นรูป ซึ่งสามารถแบ่งตามอุตสาหกรรม เริ่มจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ (Automotive) เช่น ท่อยางอากาศ ยางกันฝุ่น ยางกันสั่นสะเทือน ยางกันกระแทก ท่อร้อยสายไฟ และยางขอบกระจก เป็นต้น
รวมทั้งในอุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical) เช่น ปลอกซิลิโคน วาล์วซิลิโคน ท่อซิลิโคน สายช่วยหายใจ ที่สอดจมูกช่วยหายใจ ตัวนำอสุจิ หน้ากากออกซิเจน ถ้วยอนามัย รวมถึงชิ้นส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับช่วยในการผ่าตัดต่างๆ เป็นต้น และอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) เช่น ถุงซิลิโคนใส่อาหาร ซีลยางบรรจุภัณฑ์ และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ชิ้นส่วนซิลิโคนกันความร้อน (Silicone Cap Heater) จุกยางระบายไอน้ำหม้อหุงข้าว เป็นต้น
POLY เป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ลูกค้ามากกว่า 90% เป็นลูกค้าภายในประเทศไทย และลูกค้าแต่ละกลุ่มมีรูปแบบการนำสินค้าไปใช้แตกต่างกัน ส่วนรายได้จากต่างประเทศที่สำคัญมาจากประเทศสหรัฐ
นอกจากนี้ POLY มีการดำเนินธุรกิจในรูปแบบครบวงจร (One-Stop Services) ตั้งแต่การออกแบบผลิตแม่พิมพ์ คิดค้นพัฒนาสูตรการผลิต ตลอดจนการขึ้นรูปชิ้นงาน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมการเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึง กลยุทธ์การเดินหน้าขยายตลาดให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต และเป็นเทรนด์ในอนาคต ได้แก่ กลุ่มไฟฟ้า และกลุ่มพลังงาน
ล่าสุด ได้กำหนดราคา IPO ที่ราคาหุ้นละ 6.80 บาท/หุ้น เปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายนนี้ คาดเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 โดยจะขายหุ้น IPO จำนวน 120,000,000 หุ้น คิดเป็น 26.7% ของจํานวนหุ้นที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมดของ POLY ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท/หุ้น
นางสาวสุวิมล ศรีโสภาจิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย มีความเห็นเกี่ยวกับราคา IPO ว่าเป็นระดับราคาที่เหมาะสม คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) เท่ากับ 15.0 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลการดำเนินงานในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565)
ทั้งนี้ POLY พิจารณานำ P/E ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของคู่เทียบกลุ่มยานยนต์ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในช่วง 30-90 วันทำการ นับจากวันที่ 15 มิถุนายน 2565 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2565 มาเป็นข้อมูลประกอบการเปรียบเทียบ ซึ่งมีค่าถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของ P/E อยู่ระหว่าง 22 - 24.7 เท่า
POLY มีแผนระดมทุน ประกอบด้วย 1. จ่ายคืนหนี้สินเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาทางการเงิน และ/หรือผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 มีเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวน 249.6 ล้านบาท โดยเป็นการกู้ยืมมาจ่ายเงินปันผล 234.1 ล้านบาท และเป็นเงินทุนหมุนเวียนบางส่วน 2.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ และ3.ใช้สำหรับลงทุนในโครงการ
ส่วนโครงการในอนาคตของ POLY ประกอบด้วย โครงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (พลาสติก) ในอาคารผลิต โรงงานที่ 1 สนับสนุนกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 550 ตันต่อปี (เพิ่มขึ้น 16.6% จากกำลังการผลิตทั้งหมดในปี 2564) แบ่งเป็น ค่าปรับปรุงบริเวณสายการผลิต ค่าระบบสาธารณูปโภค 19.5 ล้านบาท และเครื่องจักรผลิตตั้งแต่ 250 ตันถึง 650 ตัน จำนวน 11 เครื่อง เครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวม 124.1 ล้านบาท โดยผลตอบแทน (IRR) POLY คาด 19% และคาดคืนทุนใน 5 ปี
POLY มีนโยบายที่จะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการ ภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และภายหลังการจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมาย และข้อบังคับของ POLY
ด้านภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปี 2562 มีรายได้รวม 581.7 ล้านบาท, ปี 2563 มีรายได้รวม 523.2 ล้านบาท และปี 2564 มีรายได้รวม 787.1 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิปี 2562 อยู่ที่ 13.1 ล้านบาท ปี 2563 อยู่ที่ 21.8 ล้านบาท และปี 2564 อยู่ที่ 120.9 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดครึ่งปีแรกของปี 2565 รายได้รวมอยู่ที่ 527 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 78.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.9% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

