Official Update :

PTT Q3/65 อ่วม! กำไรแค่ 8 พันลบ. วูบ 64% หลังธุรกิจโรงกลั่น-ปิโตรฯ ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน โชว์ส่งเงินเข้ารัฐแล้วกว่า 64,461 ล้านบาท

นาย อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า กำไรสุทธิของ ปตท. และบริษัทย่อย ในไตรมาส 3/65 จำนวน 8,884 ล้านบาท ลดลง 14,769 ล้านบาท หรือ 62.4% จาก ไตรมาส3/64 ที่จำนวน 23,653 ล้านบาท ตาม EBITDA ที่ลดลง ประกอบกับมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น แม้ว่ามีกำไรจากตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้น


อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 3/65มีการรับรู้ขาดทุนจากรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำสุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เพิ่มขึ้น โดยหลักจากการด้อยค่าสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขายจาก PTTEP Brazil Investments in Oil and Gas Exploration and Production Limitada (PTTEP BL) ของ PTTEP ประมาณ 2,300 ล้านบาท และการจ่ายเงินสนับสนุนเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วงสถานการณ์วิกฤตในเดือนกันยายน 2565 จำนวน 1,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 เดือน ของ ปตท.


โดยเริ่มสนับสนุนตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 สุทธิกับการรับรู้ส่วนลดจากปริมาณที่ผู้ผลิตส่งได้ไม่ถึงปริมาณตามสัญญา (Shortfall) ประมาณ 900 ล้านบาท ของปตท. ขณะที่ในไตรมาส 3/64 มีการรับรู้ขาดทุนจากรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำสุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. โดยหลักจากการตัดจำหน่ายอะไหล่เสื่อมสภาพประมาณ 700 ล้านบาทของ ปตท.


โดยในไตรมาส 3/65 ปตท. และบริษัทย่อย มี EBITDA จำนวน 92,277 ล้านบาท ลดลง 90,491 ล้านบาท หรือลดลง 49.5% จาก ไตรมาส 2/65 ที่จำนวน 182,768 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่มีผลการ ดำเนินงานลดลง ทั้งจากธุรกิจการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลงจาก Market GRM ที่ลดลง จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ ปรับตัวลดลง


นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. มีขาดทุนสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น ประมาณ 45,000 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงมาก และผลการดำเนินงานของธุรกิจปิโตรเคมีปรับตัวลดลง จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบส่วนใหญ่ทั้งสายโอเลฟิ นส์และอะโรเม ติกส์ปรับตัวลดลง


รวมทั้ง ปริมาณขายลดลงตามความต้องการของสินค้าปลายน้ำที่อ่อนตัวลง นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมี ผลการดำเนินงานลดลงโดยหลักจากกำไรขั้นต้นของธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซฯ ที่ลดลง เนื่องจากต้นทุนค่าเนื้อก๊าซฯ ที่สูงขึ้น มาก ตามราคา Pool Gas ประกอบกับปริมาณการขายลดลงดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีกำไรขั้นต้นลดลงจากต้นทุน ค่าเนื้อก๊าซฯที่สูงขึ้น และราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงทุกผลิตภัณฑ์ตามราคาปิ โตรเคมีในตลาดที่ใช้อ้างอิง


ขณะที่ในงวด 9 เดือน บริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 73,303 ล้านบาทลดลง 7,516 ล้านบาท หรือ 9.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวน 80,819 ล้านบาท โดยหลักจากขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ ภาษีเงินได้ และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าในงวด 9 เดือนจะมี EBITDA ที่เพิ่มขึ้นตามกล่าวข้างต้น


อย่างไรก็ดีมีการรับรู้ขาดทุนจากรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำสุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. โดยหลักการรับรู้ขาดทุน จากการด้อยค่าสินทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อขาย PTTEP BL ของ PTTEP ประมาณ 2,300 ล้านบาท และมีการจ่ายเงินสนับสนุนเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานการณ์วิกฤต จำนวน 1,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 เดือน ของ ปตท. โดยเริ่มสนับสนุนตั้งแต่เดือน กันยายน 2565 สุทธิกับการรับรู้ส่วนลดจากปริมาณที่ผู้ผลิตส่งได้ไม่ถึงปริมาณตามสัญญา (Shortfall) ประมาณ 2,500 ล้านบาท


ขณะที่ ในช่วง 9 เดือน ปี 2564 มีการรับรู้กำไรจาก รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำสุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นกำไรจากการซื้อธุรกิจในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของโครงการ โอมาน แปลง 61 ประมาณ 7,000 ล้านบาทของ PTTEP ในขณะที่มี การรับรู้การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ที่เกิดจากการสำรวจและประเมินค่า บางส่วนของโครงการสำรวจปิโตรเลียมในประเทศบราซิล ประมาณ 2,900 ล้านบาท ของ PTTEP และการรับรู้ขาดทุนจากการด้อย ค่าเงินลงทุนในการร่วมค้าของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) ประมาณ 1,500 ล้านบาท



นำส่งเงินเข้ารัฐกว่า 6.4 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ปตท. มีมติอนุมัติการจ่ายปันผลระหว่างกาลส่งผลให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และกองทุนวายุภักษ์จะได้รับเงินปันผลรวมประมาณ 23,494ล้านบาท และเมื่อรวมกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของ ปตท. และบริษัทในเครือ (9 เดือนแรกของปี 2565) อีกประมาณ 40,967 ล้านบาท รวมกลุ่ม ปตท. นำส่งรายได้เข้ารัฐปี 2565 แล้ว 64,461 ล้านบาท