SAF เคาะราคา IPO ที่ 1.93 บาทต่อหุ้น รายย่อยจองซื้อ 29 พ.ย.- 1 ธ.ค. 65 ผ่าน 2 โบรกเกอร์นี้
SAF เคาะราคา IPO ที่ 1.93 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 29 – 30 พ.ย. และ 1 ธ.ค. 65 ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) และ บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) มั่นใจนักลงทุนให้การตอบรับดี คาดปี 65 ผลงานเติบโตใกล้เคียงปีก่อนที่มีรายได้ 213.84 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15.53 ล้านบาท
นางสาววีรยา ศรีวัฒนะ หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เปิดเผยถึงแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของ บมจ. เอส.เอ.เอฟ. สเปเชียล สตีล หรือ SAF ว่า แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวน (แบบไฟลิ่ง) ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ บริษัทจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 80 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 26.67% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ โดยกำหนดราคาเสนอขายที่ 1.93 บาทต่อหุ้น และจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อระหว่างวันที่ 29 – 30 พ.ย. และ 1 ธ.ค. 65 ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และบริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ร่วมการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย คาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ประมาณช่วงกลางเดือนธ.ค. นี้
สำหรับราคาเสนอขาย IPO ของ SAF ที่ 1.93 บาทต่อหุ้น ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัท สะท้อนความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนศักยภาพในการสร้างโอกาสเติบโตจากการขยายธุรกิจในอนาคต โดยการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้เป็นการเสนอขายหุ้นให้เฉพาะนักลงทุนรายย่อย ไม่มีการเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบัน ซึ่งการโรดโชว์ในช่วงที่ผ่านมาก็ได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน
ด้านดร.พิศิษฐ์ อริยเดชวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส.เอ.เอฟ. สเปเชียล สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ SAF กล่าวว่า บริษัทคาดว่าผลประกอบการในปี 2565 จะใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้ 213.84 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15.53 ล้านบาท ส่วนปี 2566 เบื้องต้นคาดว่ารายได้จะเติบโตประมาณ 20% ตามการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิด Covid-19 และการขยายคลังสินค้าแห่งใหม่ ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการจัดเก็บวัตถุดิบรวมสูงสุดเป็น 4,000 ตัน จากเดิมอยู่ที่ 2,000 ตัน นอกจากนี้ บริษัทยังมีการลงทุนระบบเตาชุบแบบไนไตรดิ้ง ทำให้บริษัทสามารถนำเสนอบริการให้แก่ลูกค้าได้แบบครบวงจร และเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทต้องเผชิญกับการระบาดของ Covid-19 แต่ช่วงปลายปีอุตสาหกรรมการผลิตเริ่มกลับเป็นปกติ โดยมองว่าต่อจากนี้จะเป็นช่วงของการเติบโต เพราะฝ่ายผลิตทุกภาคส่วนจะทยอยกลับมาเปิดการผลิตมากขึ้น และบริษัทประเมินโอกาสเติบโตจากตลาดใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะกลับมาฟื้นตัว ประกอบกับบริษัทมีแผนจะขยายคลังสินค้าและเตาชุบแบบไนไตรดิ้ง ซึ่งจะทำให้ SAF กลายเป็น One Stop Service ให้กับธุรกิจอุตสาหกรรม ดังนั้นเมื่อธุรกิจอุตสาหกรรมกลับมาฟื้นตัวบริษัทก็จะเติบโตตามไปด้วย”
อย่างไรก็ตาม การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวน บริษัทไม่ได้มีความกังวล เพราะมองว่านักลงทุนจะเข้าลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโต ซึ่ง SAF เป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับทั้งจากกลุ่มลูกค้า Supplier และกระทรวงอุตสาหกรรม จึงมีความเชื่อมั่นในกลยุทธ์และการเติบโต ดังนั้นแม้ภาวะตลาดหุ้นจะผันผวนแต่เชื่อว่าบริษัทจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน
