ฉายภาพการลงทุนเดือนสุดท้ายของปี 65 พร้อมคัดหุ้นเด่น รับศรษฐกิจไทยโต เงินทุนต่างชาติไหลเข้า
เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปี 2565 กันแล้ว นักวิเคราะห์ต่างมีการประเมินถึงเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มโดดเด่นกว่าหลายๆประเทศ ขณะที่แรงกดดันตลาดการเงินโลกดูเหมือนจะผ่อนคลายลงมาเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ความเสี่ยงเรื่อง Recession ที่มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งจากการเกิด Inverted Yield Curve ของ Bond 10 ปี และ 2 ปี ของสหรัฐที่ยาวนาน รวมถึงข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่าปี 2566 ยุโรปมีโอกาสเกิด Recession เพิ่มขึ้นเป็น 80% สหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 63% ดังนั้นบนความไม่แน่นอนแบบนี้ หุ้นกลุ่มไหนน่าเข้าสะสม คอลัมน์โพยหุ้น ประจำวันจันทร์ มีคำตอบให้นักลงทุนแล้ว
หากอ้างอิงการประเมินของนักวิเคราะห์บล.เอเซีย พลัส มีความเห็นว่า แรงกดดันตลาดการเงินโลกดูผ่อนคลายลงมาระดับหนึ่ง เริ่มจาก 1.เงินเฟ้อหลายประเทศเริ่มแผ่วลง เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอลงติดต่อกัน 4 เดือน และไทยชะลอลงมา 2 เดือนติด ซึ่งฝ่ายวิจัยคาดมีแนวโน้มลดลงจนอยู่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดคาดในกลางปีหน้าเช่นเดียวกับเงินเฟ้อไทยที่ ธปท. คาดจะเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ในปีหน้า
2.ดอกเบี้ยเริ่มเข้าใกล้จุดที่เหมาะสม แม้ตลาดคาด Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 0.75% มาอยู่ที่ 4% ในเดือน พ.ย. แต่ในปีหน้ากรอบบนการขึ้นดอกเบี้ยถูกจำกัดอยู่ที่ระดับ 5.25% เห็นได้ว่าระดับการขยับขึ้นค่อนข้างจำกัด ช่วยลดความผันผวนทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงที่จะเกิด Recession ชัดเจนมากขึ้น ทั้งจากการเกิด Inverted Yield Curve ของ Bond 10 ปี และ 2 ปี ของสหรัฐที่ยาวนาน รวมถึงข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่าปี 2566 ยุโรปมีโอกาสเกิด Recession เพิ่มขึ้นเป็น 80% สหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 63% แต่ไทยยังห่างไกล และลดลงเหลือเพียง 13%
เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นเด่นกว่าหลายประเทศ ดังนี้ 1.สำนักเศรษฐกิจต่างประเทศ IMF, World Bank คาด GDP66F เติบโต 3.7% และ 4.3% ตามลำดับ 2.คาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีสัญญาณการขาดดุลลดลง ทั้งจากดุลการค้าดีขึ้นจากการนำเข้าต้นทุนพลังงานที่ราคาเริ่มลดลง และดุลบริการปรับตัวดีขึ้น หลังจากหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการเดินทางข้ามพื้นที่
3.เงินทุนสำรองระหว่างประเทศกำลังฟื้นตัว 4.ช่วงที่เหลือของปี คาดหวังแพ็คเกจใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจ จากทางภาครัฐ อาทิ ช้อปช่วยชาติ เป็นต้น 5. FDI ของไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นในอนาคต และล่าสุดมูลค่าเงินลงทุนต่างชาติ 9 เดือนปี 65 เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 223,746 ล้านบาท
ส่วน Fund Flow ต่างชาติยังคาดหวังการไหลเข้าต่อเนื่อง จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่อเนื่องในปี 2566 ในมุมมองของ IMF มีเพียง 2 ประเทศในเอเชีย คือ ไทยกับจีนเท่านั้น ขณะที่เม็ดเงินจาก LTF หนุนตลาดในเดือน ธ.ค. คาดหวังได้ยาก เพราะหลังจากเปลี่ยนเป็นกองทุน SSF เม็ดเงินที่เคยไหลเข้าตลาดหุ้นไทยราว 2-3 หมื่นล้านบาทในเดือนสุดท้ายของปีเหลือเพียง 1–2 พันล้านบาท
ในมุม Valuation ตลาดหุ้นไทย ยังดูน่าสนใจ เนื่องจากมี Market Earning Yield Gap. ที่ระดับ 4.3% แม้ภาพรวม SET Index จะมี Upside ไม่มาก จากกรอบดัชนีเป้าหมายปี 2565 ที่วางไว้ 1685–1720 จุด กลยุทธ์การลงทุน เน้นกลุ่ม Domestic Consumption แนวโน้ม เติบโตยังสดใสกว่าภาพรวมตลาด อย่าง COM7, MTC, TISCO, BEC, SCGP, GULF

ขณะที่มุมมองนักวิเคราะห์บล.ฟินันเซีย ไซรัส มีความเห็นว่า สถิติสะท้อนว่าเดือน ธ.ค. SET Index ไม่ปรับลงแรงก็มักจะขึ้นแรง สำหรับปี 2565 ให้น้ำหนักฝั่งปรับขึ้นโดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหว 1,610-1,670 จุด หนุนจากภาพเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวและกนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สะท้อนความเชื่อมั่นว่าพร้อมกับการรับมือดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับแนวโน้ม FED ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในอัตราชะลอลง ทำให้ Dollar Index และ Bond Yield อ่อนตัว หนุนกระแสเงินทุนต่างชาติคาดว่ายังคงอยู่ในทิศทางไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นจึงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อการเคลื่อนไหวของ SET Index ในเดือน ธ.ค. โดยประเมินกรอบที่ 1,610-1,670 จุด หนุนจากการกระแสเงินทุนต่างชาติที่คาดว่ายังคงอยู่ในทิศทางไหลเข้า นอกจากนี้คาดมี Catalyst บวกเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเข้าที่ประชุมครม.วันที่ 6 ธ.ค. หนุนหุ้นในกลุ่ม Domestic Play ต่อเนื่อง
ขณะที่ Reopening Play ได้อานิสงส์จาก High Season ของนักท่องเที่ยวที่เร่งตัว กลยุทธ์แนะนำถือลงทุนต่อเนื่องหลังสะสมไปแล้วช่วงพักฐานบริเวณ 1,580-1,600 จุด สำหรับหุ้น Top Pick 5 ตัวเดือน ธ.ค. เลือก BBL, BDMS, CRC, M, MAJOR

