SPALI หุ้นเด่นกลุ่มอสังหาฯ ลุ้นปี 65 ให้ผลตอบแทนปันผลสูงกว่า 7%
SPALI หรือ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนอย่างมาก ด้วยแบรนด์สินค้าที่แข็งแกร่ง และแนวโน้มการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับ Covid-19 บริษัทสามารถปรับกลยุทธ์ สร้างการเติบโตในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดได้
ในส่วนของผลตอบแทนจากการลงทุน บริษัทนับเป็นหุ้นอสังหาที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ในระดับสูงไม่แพ้ LH โดยปัจจุบัน Dividend Yield อยู่ที่ระดับ 5.26% และยังติดลำดับ 9 ของหุ้นที่ให้ปันผลสูงที่สุดในดัชนี SETHD อีกด้วย
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า ตั้งแต่ปี 2559 ถึง 30 มิ.ย. 2565 บริษัทจ่ายปันผลไปทั้งหมด 10 ครั้ง รวมเป็นเงิน 5.50 บาท ปัจจุบัน SPALI มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ 46.287.38 ล้านบาท และมี P/E อยู่ที่ระดับ 5.21 เท่า (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ธ.ค. 65) โดยราคาหุ้นวันที่ 1 ธ.ค. 65 อยู่ที่ 23.70 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาช่วงต้นปี 4.41%
โดยบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดครึ่งปีหลัง SPALI จะจ่ายเงินปันผลที่ 0.81 บาทต่อหุ้น ทำให้คาดการณ์ว่าทั้งปี 2565 บริษัทจะจ่ายเงินปันผลที่ 1.51 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 7% ส่วนปี 2566 คาดจะจ่ายเงินปันผลที่ 1.49 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 6.9%
ด้านแนวโน้มการดำเนินงาน ฝ่ายวิจัย ระบุว่า SPALI วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส 4/65 จำนวน 10 โครงการ รวมมูล 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 82% จากไตรมาสก่อนหน้า แบ่งเป็น แนวราบ 10 โครงการ รวมมูลค่า 1.0 หมื่นล้านบาท มีโครงการที่เป็นไฮไลท์ คือ Supalai Elegance Phaholyothin 50 (2.4 พันล้านบาท) และแนวสูง 1 โครงการ คือ Supalai Blue Whale HuaHin มูลค่า 800 ล้านบาท
โดยเบื้องต้นคาดกำไรปกติในไตรมาส 4/65 ไม่ต่ำกว่า 1.6 พันล้านบาท แม้ชะลอตัวลงจากไตรมาส 4/64 และไตรมาส 3/65 แต่เป็นผลจากฐานที่สูง โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการเปิดโครงการแนวราบใหม่ที่เป็นระดับจุดสูงสุดของปีและการโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการในประเทศออสเตรเลียที่มีการเลื่อนมาจากไตรมาส 3/65
ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยประมาณการกำไรปกติสุทธิปี 2565 ที่ 7.1 พันล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน และปี 2566 ที่ 6.9 พันล้านบาท ลดลง 2% อย่างไรก็ดี บริษัทมีแบ็กล็อก ณ สิ้นไตรมาส 3/65 ที่คาดจะรับรู้รายได้ในปีนี้จำนวน 7.3 พันล้านบาท คิดเป็น Secured Revenue แล้วกว่า 102% ทำให้มีโอกาสสูงที่ประมาณการกำไรปกติปี 2565 ของฝ่ายวิจัยจะมี Upside risk ที่ระดับ 8%-13%
นอกจากนี้ SPALI ยังมีปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไรในระยะกลาง-ยาว คือ การร่วมลงทุนในโครงการ Smiths Lane ในประเทศออสเตรเลีย (ถือหุ้น 50%) ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 1.2 พันล้านเหรียญออสเตรเลีย ถือเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งแต่บริษัทเคยลงทุนมา ซึ่งปัจจุบันทำยอดขายไปได้แล้วกว่า 14% ดังนั้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 ที่ 28.25 บาท

