Official Update :

MOSHI เคาะราคาขายไอพีโอ 21 บาท เปิดจองซื้อวันที่ 14-16 ธ.ค. นี้ ผ่าน 5 โบรกเกอร์ เตรียมลงสังเวียนเทรด SET วันที่ 22 ธ.ค.65

MOSHI ผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย กำหนดราคา IPO ที่ 21 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อวันที่ 14-16 ธันวาคม 65 เพื่อขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 75 ล้านหุ้น คาดเข้าซื้อขายวันแรกใน SET ภายในวันที่ 22 ธันวาคมนี้ เดินหน้ากลยุทธ์สร้างการเติบโตเพื่อรักษาการเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ในประเทศไทย โดยตั้งเป้ามีสาขารวมกันไม่ต่ำกว่า 165 สาขา ภายในปี 2568


บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI ได้ลงนามในสัญญาแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์อีก 4 ราย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ MOSHI ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) และบริษัท หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด


นายพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า MOSHI ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 21 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมสะท้อนพื้นฐานและศักยภาพในการเป็นผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย โดยเตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 14-16 ธันวาคม 2565 และคาดว่าจะนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 22 ธันวาคมนี้


ทั้งนี้ MOSHI มีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 300 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท โดยมีทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 240 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 240 ล้านหุ้น โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 75 ล้านหุ้น


ประกอบด้วย หุ้นสามัญเดิม จำนวนไม่เกิน 15 ล้านหุ้น และเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ จำนวนไม่เกิน 60 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการ IPO ในครั้งนี้ โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุนสำหรับการขยายธุรกิจ ชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน รวมถึงภาระหนี้อื่นที่บริษัทฯ อาจมีขึ้นในอนาคต และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทฯ


นายสง่า บุญสงเคราะห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MOSHI เปิดเผยว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวความสำเร็จและความภาคภูมิใจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการดำเนินธุรกิจและความแข็งแกร่งด้านฐานะทางการเงินรองรับการขยายธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์ “เราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเน้นคุณภาพ สรรสร้างการออกแบบที่เป็นเลิศในราคาที่แข่งขันได้ และคงไว้ซึ่งความนิยมของผู้บริโภคเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของ Moshi Moshi เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้า”


บริษัทเป็นผู้นำในตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดตั้งแต่ปี 2562 และในปี 2564 มีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) เป็นอันดับหนึ่งสูงถึง 37.6% โดยปัจจุบันมีสาขาของ MOSHI ทั้งสิ้น 101  สาขา ครอบคลุมถึง 41 จังหวัด (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2565)


นอกจากนี้ MOSHI ยังมุ่งเน้นด้านการพัฒนาและออกแบบสินค้าใหม่ที่หลากหลาย ทั้งประเภทสินค้า รูปแบบและลวดลายให้น่าสนใจและมีเอกลักษณ์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและแนวโน้มเทรนด์แฟชั่นที่เปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความประทับใจและเพิ่มประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าให้แก่ผู้บริโภค


ทั้งนี้ MOSHI มีกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวทาง 1..ขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง ไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งในกรุงเทพ ปริมณฑลและต่างจังหวัด รวมถึงหัวเมืองใหญ่ โดยตั้งเป้ามีสาขารวมกันไม่ต่ำกว่า 165 สาขา ภายในปี 2568


2.เพิ่มการเติบโตของยอดขายของสาขาเดิม (Same Store Sales Growth: SSSG) โดยมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าใหม่ปีละมากกว่า 8,000 SKUs รวมถึงออกสินค้าในลักษณะ Collection สินค้าตาม Seasonal และสินค้าลิขสิทธิ์การ์ตูนที่เป็นที่นิยมเพื่อดึงดูดความน่าสนใจลูกค้า การจัดเซ็ทสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าการซื้อและจัดทำ Visual Merchandise เพื่อ Display สินค้า และใช้กลยุทธ์ Co-Branding ร่วมกับ Influencer


3.เพิ่มความสามารถในการเติบโตของกำไร โดยปรับสัดส่วนสินค้า (Product Mix) มุ่งเน้นสินค้าที่มีกำไรสูง ออกแบบบรรจุภัณฑ์/ลวดลายสินค้าให้ทันสมัยเพื่อเพิ่มมูลค่า ในขณะที่สามารถลดขั้นตอนการผลิตเพื่อลดต้นทุน แต่ยังคงเอกลักษณ์และความน่าสนใจของสินค้า ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายทำให้การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ


4.ลงทุนพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) อย่างต่อเนื่อง บริษัท มีการพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เช่น การนำข้อมูลในอดีตมาวิเคราะห์ดีมานด์และซัพพลาย ทำให้สามารถสั่งซื้อสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ได้เตรียมพัฒนาระบบสมาชิกลูกค้า (Membership) เพื่อเพิ่มศักยภาพการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำเสนอสินค้าให้ตรงความต้องการลูกค้าแต่ละราย ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ต่อยอดความสัมพันธ์กับลูกค้า


5.พัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าและธุรกิจใหม่ๆ  บริษัท ให้ความสำคัญกับช่องทางการจัดจำหน่ายแบบออนไลน์ (Online) นอกจากนี้ ยังมีแผนจะขยายสาขาในรูปแบบ Stand alone ในพื้นที่ใกล้แหล่งชุมชน โรงเรียน และสถานที่ทำงาน อีกทั้งเตรียมขยายสาขาในรูปแบบ Franchise ในจังหวัดรอง เพื่อต่อยอดธุรกิจสู่การเติบโตในอนาคต


และ 6.พัฒนาทรัพยากรบุคคลในแต่ละสาขา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานขายหน้าร้านและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า

ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”