เจาะลึกหุ้นไอพีโอ MOSHI ธุรกิจสินค้าไลฟ์สไตล์เบอร์ 1 ของไทย
ธุรกิจค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ ในประเทศไทยจัดเป็นร้านค้าประเภท Variety Store อย่างหนึ่ง โดยส่วนมากจะขายสินค้าหลากหลายประเภทครอบคลุมตั้งแต่เครื่องใช้ในบ้าน เครื่องเขียน กระเป๋า และของใช้แฟชั่น เป็นต้น โดยธุรกิจประเภทนี้มีการเติบโตอย่างมากตั้งแต่ปี 2559
ทั้งนี้เนื่องจากการเข้ามาของร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ โดยร้านค้าปลีกประเภทนี้จะนำเสนอสินค้าที่ทันสมัยและหลากหลายอยู่เสมอ รวมทั้งมีการตกแต่งร้านค้าให้น่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาเลือกซื้อสินค้า มีการคาดว่ารายได้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 2-3.5% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2565-2567 (ที่มา: ศูนย์วิจัยกรุงศรี ข้อมูล เดือนมกราคม 2565)
ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยกำลังจะมีธุรกิจประเภทนี้เข้า IPO คือ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI โดย ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกที่ตอบสนองต่อลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม (สินค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)) ที่มีความหลากหลาย ทันสมัย เน้นคุณภาพ ในราคาที่ย่อมเยาเป็นหลัก ภายใต้ชื่อทางการค้า “Moshi Moshi”
นอกจากนี้ บริษัทเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจจึงเปิดดำเนินการร้านค้าปลีกแบบมีส่วนลดภายใต้ชื่อทางการค้า “GIANT” โดยมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้ากลุ่มเครื่องเขียน กระเป๋า และของใช้ในบ้านที่เน้นการใช้งาน (Function) ในชีวิตประจำวัน และราคาย่อมเยา มากกว่าการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดลองตลาด
โดยบริษัทเป็นผู้นำในตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดตั้งแต่ปี 2562 และในปี 2564 มีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) เป็นอันดับหนึ่งสูงถึง 37.6% โดยปัจจุบันมีสาขาของ MOSHI ทั้งสิ้น 101 สาขา ครอบคลุมถึง 41 จังหวัด (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2565)
ทั้งนี้ บริษัทมองว่าธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ยังมีโอกาสเติบโตสูงเนื่องจากความต้องการสินค้าที่หลากหลาย ทันสมัย คุณภาพดี สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันในราคาที่จับต้องได้ อย่างไรก็ดี ผลกระทบของการระบาดของโรค COVID-19 ทำให้การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตสูงขึ้น มีผลให้การแข่งขันที่มากขึ้นจากร้านค้าออนไลน์
อย่างไรก็ตาม ร้านค้าออนไลน์ส่วนใหญ่จะขายสินค้าราคาถูก ไม่ได้เน้นคุณภาพ และสินค้าไม่ค่อยทันสมัย ซึ่งเหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับราคาเป็นหลัก ซึ่งต่างจากสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ ที่กลุ่มลูกค้าจะให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ทันสมัยและคุณภาพเป็นหลัก ส่งผลให้การเข้าชมและพิจารณาเลือกซื้อสินค้าที่สาขาจึงเป็นสิ่งสำคัญ และช่องทางการขายสินค้าแบบออนไลน์จึงยังไม่สามารถทดแทนช่องทางการขายแบบออฟไลน์ได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัท มีสาขาที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 101 สาขา ครอบคลุม 41 จังหวัด ในทุกภูมิภาค ประกอบด้วย 1. ร้าน Moshi Moshi 98 สาขา 2. ร้านค้าปลีกแบบมีส่วนลด Moshi Moshi 2 สาขา ได้แก่ สาขาสำเพ็ง และสาขาแพลตตินั่มแฟชั่นมอลล์ และ 3.ร้านค้าปลีกแบบมีส่วนลด GIANT 1 สาขา
ปัจจุบัน มีกลุ่มผลิตภัณฑ์มากถึง 12 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องใช้ในบ้าน (Home Furnishing) กระเป๋า (Bag) เครื่องเขียน (Stationery) ตุ๊กตา (Plush Toy) ของใช้แฟชั่น (Fashion) อุปกรณ์เสริมความงาม (Beauty) เครื่องนุ่งห่ม (Apparel) เครื่องสำอาง (Cosmetic) อุปกรณ์ด้านไอที (IT) ของเล่น (Toy) อาหารและเครื่องดื่ม (Food & Drink) และหมวดอื่นๆ (Others) โดยมีจำนวนสินค้า (SKUs) รวมกว่า 22,000 SKUs (ณ วันที่ 30 กันยายน 2565)
ในส่วนของผลประกอบการมีรายได้รวมสำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562-2564 เท่ากับ 1,702.77 ล้านบาท 1,368.39 ล้านบาท และ 1,263.84 ล้านบาท ตามลำดับ โดยยอดรายได้รวมที่ลดลงมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 311.19 ล้านบาท 101.13 ล้านบาท และ 131.27 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2565 มีรายได้รวม 1,253.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 464.97 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 ซึ่งมีรายได้รวมเท่ากับ 788.40 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 134.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.55 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 ซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 46.08 ล้านบาท
ล่าสุด บริษัทกำหนดราคา IPO ที่ 21 บาทต่อหุ้น เสนอขายหุ้น IPO จำนวน 75 ล้านหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัท (P/E) ที่ประมาณ 28.66 เท่า ซึ่งภายหลังจากเปิดจองซื้อหุ้น ในวันที่ 14-16 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าเสนอขายรวม 1,575 ล้านบาท
ล่าสุดนายสง่า บุญสงเคราะห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MOSHI เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 22 ธันวาคม 2565 ภายหลังประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 75 ล้านหุ้น ที่ราคาเสนอขาย 21 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัท (P/E) ที่ประมาณ 28.66 เท่า ซึ่งภายหลังจากเปิดจองซื้อหุ้น ในวันที่ 14-16 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา
โดย MOSHI ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก มียอดจองล้นหลาม สะท้อนพื้นฐานธุรกิจและศักยภาพการเติบโตธุรกิจค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ในประเทศไทย ยิ่งจะช่วยสนับสนุนให้ MOSHI เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนภายหลังจากเข้าเทรดอย่างแน่นอน
ขณะที่บริษัทได้วางแผนขยายการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ในปี 2565-2568 ซึ่งจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,260 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.ใช้สำหรับการขยายสาขาและการลงทุนโครงการในอนาคต เช่น การเปิดสาขารูปแบบร้านค้าปลีกนอกห้างสรรพสินค้า (Standalone) และรูปแบบร้านค้าแฟรนไชส์ (Franchise) เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาสาขาเดิม และการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัทฯ เช่น การพัฒนาระบบ Supply Chain โดยตั้งเป้าหมายการขยายร้านสาขาของบริษัทฯ เพิ่มเป็น 165 สาขา ภายในปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 400–450 ล้านบาท
2. ใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงิน จำนวนไม่เกิน 754.01 ล้านบาท ภายใน ปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ดอกเบี้ยจ่ายและอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) หลัง IPO ลดลง และ 3.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทฯ สำหรับการบริหารจัดการสาขาเดิม การขยายสาขาใหม่ เป็นต้น

