Official Update :

“หุ้นกู้มีปัญหา” ครึ่งแรกปี26 อยู่ที่ 8.6 พันลบ. ครึ่งปีหลังมี “หุ้นกู้ระยะยาว” ครบกำหนด 4.2 แสนลบ. เป็น “High Yield” เพียง 10% เท่านั้น !!!

Wealthy Way: รู้หรือไม่?...“หุ้นกู้มีปัญหา” ปี25 มีประมาณ 6.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.51% ของหุ้นกู้ทั้งระบบที่มีอยู่ 4.51 ล้านล้านบาท เท่านั้น


ช่วงครึ่งแรกปี26 “หุ้นกู้มีปัญหา” มีมูลค่า 8.6 พันล้านบาท ถือว่า “ไม่มากอย่างที่คิด”และถือเป็น “ปัญหาเฉพาะบริษัท” ไม่ใช่ปัญหาของระบบแต่ประการใด และ “ไม่ใช่วิกฤติ” ที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งระบบแต่ประการใด


ต้องไม่ลืมว่า...“ตลาดตราสารหนี้ไทย” เองนั้น ส่วนใหญ่กว่า 90% นั้น เป็น “Investment Grade”


ภาพของ “หุ้นกู้มีปัญหา” ในตลาดตราสารหนี้ไทย จึงไม่ต่างอะไรกับ “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” (NPL) ในระบบแบงก์พาณิชย์นั่นเอง


ภาพรวม “หุ้นกู้มีปัญหา” ในช่วงครึ่งแรกปี26 เป็นยังไงบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


“หุ้นกู้มีปัญหา” ครึ่งแรกปี26 มูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท...แต่เป็น “หุ้นกู้มีปัญหาสุทธิ
” เพียง 8.6 พันล้านบาท เท่านั้น

สำหรับ “หุ้นกู้” สิ้นไตรมาสที่2/26 มีมูลค่าคงค้าง 4.5 ล้านล้านบาท ทรงตัวจากสิ้นปี25 ที่ผ่านมา แบ่งเป็น “หุ้นกู้ระยะยาว” 4.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 94% ลดลง 1.83% จากสิ้นปี25 และ “หุ้นกู้ระยะสั้น” อีก 0.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น 6% เพิ่มขึ้น 36% จากสิ้นปี25


โดยมีมูลค่าการออก “หุ้นกู้ระยะยาว” ช่วงครึ่งแรกปี26 รวม 409,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +2.72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการออกที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม “Investment Grade” อยู่ที่ 389,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +4.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่กลุ่ม “High Yield” 19,930 ล้านบาท ลดลง -23.72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


“ทั้งนี้พบว่าหุ้นกู้กลุ่ม ‘Investment Grade’ ที่ครบอายุในช่วงครึ่งแรกปี26 อยู่ที่ 411,032 ล้านบาท มียอดออกใหม่ 389,740 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่ม ‘High Yield’ ครบกำหนด 35,137 ล้านบาท มียอดออกเพียง 19,930 ล้านบาท ต่ำกว่าที่ครบกำหนดทั้ง 2 กลุ่ม โดยเฉพาะในหุ้นกู้กลุ่ม ‘High Yield’ ทำให้การออกขายน้อยลงและขายได้ยากขึ้น นักลงทุนให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพตราสารหนี้มากขึ้น ซึ่งทำให้ภาพรวมหุ้นกู้ในภาพรวมไม่ได้รับผลกระทบแต่ประการใด เพราะส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม ‘Investment Grade’ อยู่แล้ว”



ช่วงครึ่งแรกปี26 “หุ้นกู้มีปัญหา” มีมูลค่า 8,610 ล้านบาท ประกอบด้วย

1) “หุ้นกู้ผิดนัดชำระ” (Default) รวม 8,976 ล้านบาท จากผู้ออก 4 ราย

ม.ค.: A* (NR, SET) 6 รุ่น 3,102 ลบ., ECF (NR, mai) 5 รุ่น 357 ลบ.

ก.พ.: A* (NR, SET) 8 รุ่น 1,522 ลบ.

มี.ค.: ECF (NR, mai) 1 รุ่น 409 ลบ., GRAND(D, SET) 3 รุ่น 1,890 ลบ., SABUY (NR, SET) 2 รุ่น 1,696 ลบ.

เม.ย.: ECF (NR, mai) 1 รุ่น 240.5 ลบ., GRAND (D, SET) 3 รุ่น 668.7 ลบ., SABUY (NR, SET) 1 รุ่น 1,000 ลบ.      

พ.ค.: PF* (B-, SET) 5 รุ่น 1,847 ลบ., GRAND (D, SET) 2 รุ่น 249 ลบ. 

มิ.ย.: NWR (B-, SET) 2 รุ่น 912 ลบ., GRAND (D, SET) 3 รุ่น 317 ลบ., JCK* (NR, SET) 1 รุ่น 927 ลบ.      


“อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้ A* ผิดนัดชำระหนี้และต่อมาสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทำให้มียอด ‘ผิดนัดชำระหนี้สุทธิ’ เพียง 7,422 บาท เท่านั้น”


2) “ปรับโครงสร้างหนี้” (Restructure) รวม 5,046 ล้านบาท จากผู้ออก 3 ราย

ม.ค.: A** (NR, SET) 2 รุ่น 978 ลบ.

ก.พ.: A** (NR, SET) 12 รุ่น 3,647 ลบ., PPS (NR, mai) 1 รุ่น 120 ลบ.

มี.ค.: EP (B, SET) 1 รุ่น 302 ลบ.

เม.ย.: CMC (NR, SET) 3 รุ่น     766 ลบ.

พ.ค.: PF** (B-, SET) 5 รุ่น 1,847 ลบ.

มิ.ย.: GRAND** (D, SET) 3 รุ่น 317 ลบ., JCK** (NR, SET) 1 รุ่น 927 ลบ.


“อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้ **JCK ยืดอายุในปี2020, A ในปี 2024, PF และ GRAND ในปี 2025 โดยทั้ง 4 บริษัทกลับมายืดอายุอีกครั้งในปี2026 จึงไม่นับรวมในมูลค่ารวมปีนี้ ทำให้มียอด ‘ปรับโครงสร้างหนี้สุทธิ’ เพียง 1,188 ล้านบาท เท่านั้น”


ช่วงครึ่งหลังปี26 มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ที่จะครบกำหนด 416,877 ล้านบาท เป็นกลุ่ม “High Yield” เพียง 10% เท่านั้น แบ่งเป็นกลุ่ม “BB+ and Below” 19,114 ล้านบาท คิดเป็น 5% และกลุ่ม “Non-rated” อีก 20,739 ล้านบาท คิดเป็น 5% ตามลำดับ


สำหรับ “หุ้นกู้มีปัญหา” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “เรื่องปกติ” ที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของหุ้นกู้ “High Yield” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น ปีนี้ชื่อ “หุ้นกู้มีปัญหา” ก็จะเป็นรายเดิมที่เคยมีปัญหามาแล้ว และเคยปรับโครงสร้างมาแล้ว ซึ่งกลุ่มนี้จะออกหุ้นกู้ใหม่ก็ไม่ได้ ดังนั้นภาพรวมในช่วงครึ่งหลังของปี26 ผลกระทบยัง “จำกัดวง” และนักลงทุนเองก็ใช้ความ “ระมัดระวัง” ในการลงทุนมากขึ้น สะท้อนผ่าน “Credit Spread” ของหุ้นกู้กลุ่ม “AAA – A” อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี อยู่ในภาวะ “Flight to Quality” ที่นักลงทุนเน้นลงทุนหุ้นกู้เครดิตสูงแทนหุ้นกู้เครดิตต่ำนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
หุ้นไทยจ่อเปลี่ยนกลุ่มเล่น เงินเริ่มหมุนออกจากแบงก์ จับตาบอนด์ยิลด์สหรัฐฯ จ่อพีคเดือนต.ค. BGRIM-GPSC เด่น รับอานิสงส์ยีลด์ขาลง
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ซบตามตลาด เฉลี่ยติดลบ -4.75% “TVIETNAM” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +2.45% ส่วน “UVO” ร่วงสุด -12.36% แนะโอกาสสำหรับการลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” !!!
เมื่อ 13 ชั่วโมงที่แล้ว
Digital Asset
ก.ล.ต. ย้ำเตือนผู้ลงทุนให้ดำเนินการต่อทรัพย์สินของตนในแอปพลิเคชัน Holdstation และ UNO ก่อนการปิดกั้น ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
XO ส่งซิกครึ่งปีหลังโตเด่น ดันรายได้ปี 69 แตะ 2.4 พันลบ. ทุ่ม 1.3 พันลบ. สร้างโรงงานใหม่ ปูทางสู่เบอร์ 1 ตลาดซอสศรีราชาโลก
เมื่อ 15 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
CPF–Bosch ต่อยอดความร่วมมือ ใช้ Data–AI ยกระดับการผลิตอาหาร หนุนเป้าหมาย Net-Zero
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us