ถอดสูตรความสำเร็จ MASTER “โรงพยาบาลศัลยกรรม” เจ้าแรกในตลาดหุ้นไทย
อุตสาหกรรมความงามมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งอาเซียน ได้ออกมาเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตลาดเสริมความงามของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2560 มีมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ปี 2561 เพิ่มขึ้นมาที่ 3.6 หมื่นล้านบาท และปี 2562 อยู่ที่ระดับ 3.9 - 4.3 หมื่นล้านบาท มีผู้เข้ารับบริการศัลยกรรมเฉลี่ย 130,000 คน ทั้งแบบผ่าตัดศัลยกรรมและการดูแลผิวพรรณ เนื่องจากผู้คนให้การยอมรับและเปิดกว้างเรื่องการเสริมความงามมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองมากขึ้น
ทั้งนี้ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางด้านความงามอันดับที่ 3 ของเอเชีย สามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการด้านความงามและศัลยกรรมเพิ่มมากขึ้น เพราะมีความเชื่อมั่นในประสบการณ์ และฝีมือความชำนาญของแพทย์ไทยที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกับโรงพยาบาลในยุโรปไทย โดยปัจจัจจุบันการทำศัลยกรรมไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาบุคลิกภาพให้ดูดีเป็นที่ยอมรับ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเอง ซึ่งการทำศัลยกรรมมีความแพร่หลาย และไม่จำเป็นต้องปกปิดอีกต่อไป
อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้บริโภคนิยมทำศัลยกรรมมากขึ้น คือการได้รับอิทธิพลจากดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกระแสความนิยมดาราหรือนักร้องจากประเทศเกาหลี เนื่องจากดาราหรือนักร้องเกาหลีให้ความสำคัญกับการมีใบหน้าที่สวยงาม และมองว่าการทำศัลยกรรมตกแต่งเสริมความงามเป็นสิ่งจำเป็น นั่นจึงเป็นโอกาสของ บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER
MASTER ถือเป็นหุ้น IPO เจ้าแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลด้านศัลยกรรมเสริมความงาม โดยเป็นผู้ประกอบการกิจการสถานพยาบาลด้านศัลยกรรมความงามครบวงจรภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช” ก่อตั้งโดยนายแพทย์ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ให้บริการด้านการศัลยกรรมครบวงจรโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีประสบการณ์และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านการศัลยกรรม
อาทิเช่น ศัลยกรรมเสริมจมูก ศัลยกรรมยกคิ้วและกรอบหน้า ศัลยกรรมหน้าอก ศัลยกรรมดูดไขมันปรับรูปร่าง ศัลยกรรมตา ศัลยกรรมปรับโครงสร้างรูปหน้า เป็นต้น รวมถึงการปลูกผม ดูแลเส้นผม และให้บริการดูแลผิวพรรณและเลเซอร์ ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและได้รับมาตรฐานระดับสากล โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 โรงพยาบาลมาสเตอร์พีชมีแพทย์ 41 ท่าน บุคลากร 533 คน และพื้นที่ให้บริการ 4,267 ตารางเมตร
ดังนั้นเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง MASTER จึงมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนรวมไม่เกิน 65,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 27.08% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลัง IPO ประกอบด้วย หุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 50,000,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 20.83% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลัง IPO และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย In Glory Investments Limited ไม่เกิน 15,000,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 6.25%
ผลงานเติบโตอย่างโดดเด่น
MASTER มีอัตราการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยในปี 2562 – 2564 และ 9 เดือนปี 2565 มีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาล 414.03 ล้านบาท 611.06 ล้านบาท 659.51 ล้านบาท และ 1,011.14 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 47.59 ร้อยละ 7.93 และร้อยละ 133.99 ตามลำดับ ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกันในปี 2562 – 2564 และ 9 เดือนปี 2565 ที่61.25 ล้านบาท 128.55 ล้านบาท 162.80 ล้านบาท และ 222.22 ล้านบาท ตามลำดับ
เคล็ดลับความสำเร็จของ MASTER จะมาจากการใช้บริการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะด้วยความนิยมและชื่อเสียงของบริษัทที่มีมาตรฐาน มีการให้บริการและคุณภาพตามมาตฐานระบบคุณภาพโรงพยาบาล โดยรายได้หลักมาจากการศัลยกรรม ทั้งศัลยกรรมเสริมจมูก ศัลยกรรมหน้าอก ศัลยกรรมดูดไขมัน และศัลยกรรมยกคิ้ว เป็นต้น
ทั้งนี้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการศัลยกรรมประมาณ 79.62% ขณะที่รายได้จากการดูแลผิวพรรณ คิดเป็นสัดส่วน 6.74% ส่วนรายได้จากการปลูกผมและดูแลเส้นผม คิดเป็นสัดส่วน 6.78% ขณะที่รายได้จากการดูแลหลังจากศัลยกรรม คิดเป็นสัดส่วน 4.43% และรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลอื่น คิดเป็นสัดส่วน 2.43%
นอกจากนี้บริษัทยังเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเปิดให้บริการมากกว่า 9 ปี เริ่มจากคลินิกเสริมความงาม จนพัฒนาและยกระดับเป็นโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถด้านศัลยกรรมหลากหลายสาขาวิชาจนสามารถใช้ประสบการณ์ด้านการวินิจฉัย รักษา และผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยส่งผลให้ครอบคลุมการให้บริการศัลยกรรมความงามแบบครบวงจร
MASTER มีเป้าหมายสู่การเป็นเป็น “โรงพยาบาลด้านศัลยกรรมความงามแบบครบวงจรอันดับหนึ่งของประเทศไทย” โดยมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ การให้บริการที่มีคุณภาพ ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่ง MASTER มีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนาน รวมทั้งทีมแพทย์มาจากหลากหลายสถาบันและมีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญที่หลากหลายเฉพาะทางจากสาขาต่างๆ สามารถให้บริการได้ครบวงจร รองรับการให้บริการลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ระดมทุนต่อยอดการเติบโต
ทั้งนี้เมื่อธุรกิจศัลยกรรมเสริมความงามเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงมีแผนในการลงทุนและขยายความสามารถในการให้บริการ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ ลงทุนในโครงการต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงปี 2566 ถึงปี 2567
โดยเพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในโครงการปรับปรุงอาคารและห้องผ่าตัดบนพื้นที่โรงพยาบาลเดิม รวมถึงจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับการศัลยกรรม (Surgery) การปลูกผมและดูแลเส้นผม (Hair) และบริการดูแลผิวพรรณและเลเซอร์ (Skin) , ก่อสร้างและปรับปรุงอาคารบนพื้นที่เช่าโฉนดที่ดินเลขที่ 494 12862 และ 12863 เพื่อขยายพื้นที่ศูนย์บริการ เช่น ศูนย์ดูแลเส้นผม ศูนย์ดูดไขมัน ศูนย์ตา และศูนย์สุขภาพชาย เป็นต้น รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวก และสำนักงาน รวมถึงใช้ระดมทุนเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน สอดคล้องกับแผนการเติบโตในอนาคต
นายแพทย์ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MASTER กล่าวว่า ในอุตสาหกรรมฯ มีจำนวนโรงพยาบาลศัลยกรรม ประมาณ 4-5 แห่ง ซึ่ง MASTER ถือเป็นผู้นำของอุตสาหกรรม ด้านความงามแบบครบวงจร
จุดเด่นของ MASTER
-
แพทย์มีสัญญาชัดเจนกว่า 10 ปี
-
เข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์
-
สร้างภาพลักษณ์เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเดิม
ล่าสุด MASTER ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) จำนวน 65 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 46 บาท โดยกำหนดเปิดให้จองซื้อหุ้นในวันที่ 17-19 มกราคม 2566 และคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 25 มกราคม 2566 ในหมวดธุรกิจบริการ
สำหรับการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ MASTER มี บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย หรือ Joint Lead Underwriter ร่วมกับผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 6 ราย ดังนี้
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด

