STA-STGT สองหุ้นแม่ลูกคู่แซ่บ เสน่ห์ราคาและผลประกอบการยังเย้ายวน
บริษัท 2 แม่ลูกอย่างบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA และบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT กำลังอยู่ในจอเรดาร์ที่นักลงทุนกำลังจับตามองว่าหลังจากที่ผลประกอบการออกมาแล้วผลกำไรเติบโตอย่างถล่มทลาย รวมถึงราคาหุ้นก็ทะยานตอบสนองรับข่าวดีของผลประกอบการกันไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามทิศทางหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรคงจะต้องจับตาดู โดย Wealthy Thai จะเล่าให้ฟัง
ขณะเดียวกันขอย้อนกลับไปให้นักลงทุนเห็นภาพซักนิดว่าผลประกอบการของ STA และ STGT เป็นอย่างไรกันบ้าง โดยเริ่มจากที่ STA รายงานผลการดำเนินงานปี 63 พลิกมีกำไรสุทธิ 9,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,517% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 148.53 ล้านบาท โดยสามารถสร้างสถิติใหม่ของกำไรสุทธิทุกไตรมาสตลอดทั้งปี ซึ่งในงวดไตรมาส 4/63 มีกำไรสุทธิ 5,498.ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,330% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 74 ล้านบาท ถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ส่วนบริษัทลูกอย่าง STGT ที่เป็นตัวขับเคลื่อนกำไรให้กับบริษัทถือว่าเป็นอภิชาตบุตรเลยก็ว่าได้สร้างรายได้และกำไรนิวไฮนับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัท โดยSTGT รายงานผลดำเนินงานปี 63 มีกำไรสุทธิ 14,400 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับแต่ก่อตั้งบริษัท 30 ปี เพิ่มขึ้น 2,171% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเพียง 634 ล้านบาท
โดยจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้ปริมาณการขายสร้างสถิติใหม่ตามความต้องการในการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก สวนทางกับกำลังการผลิตของถุงมือยางที่มีจำกัด ส่งผลให้ราคาขายถุงมือยางในตลาดโลกปรับสูงขึ้นด้วย โดยในปี 63 ความต้องการถุงมือยางเติบโตสูงถึง 20-50%อยู่ที่ 360,000 – 585,000 ล้านชิ้นต่อปี และ STGT ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตถุงมือยางที่มีกำลังการผลิตใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีปริมาณการขายถุงมือยางในปี 63 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 27,965 ล้านชิ้น เติบโต 40.6%
ทำให้ในปี 63 บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 30,405 ล้านบาท เติบโต 153.5% มาจากราคาขายที่ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นในทุกไตรมาส ทำให้ตลอดทั้งปีราคาขายเฉลี่ย (ASP) เติบโตอย่างก้าวกระโดดอยู่ที่ 1,087 บาทต่อพันชิ้น หรือ (34.93เหรียญสหรัฐ) ขยายตัว 80%
เมื่อเกริ่นถึงผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมากันไปแล้วขั้นต่อไปนักลงทุนก็คงอยากจะทราบว่าแล้วอนาคตทั้ง 2 บริษัทมีทิศทางจะเป็นยังไงบ้าง ทาง Wealthy Thai ได้รวบรวมความเห็นคาดการณ์ของนักวิเคราะห์มาให้รับชมแบบครบจบในที่เดียวได้ดังต่อไปนี้
เริ่มกันที่ STA ในด้านของราคาหุ้น หากย้อนดูจะพบว่าวันทำการซื้อขายราคาหุ้นทยอยปรับเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่องจนถึงวันที่แจ้งงบและล่าสุดในช่วงครึ่งเช้าของวันนี้ (18 ก.พ.64) ซึ่งใช้เวลาแค่เพียง 5 วันราคาหุ้นปรับเพิ่มรวมกันกว่า 26%
โดยบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า STA มีแผนจะเริ่มต้นธุรกิจการปลูกกัญชาในวันที่ 21 มี.ค.64 และคาดว่าธุรกิจนี้จะเริ่มมีรายได้ 450 ล้านบาทในปี 65ขณะเดียวกันประเมินว่าผลประกอบการในปี 64 จะถึงจุดสูงสุด ส่วนแนวโน้มอนาคตอันใกล้ คาดผลประกอบการไตรมาส 1/64 จะยังคงเติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตจากไตรมาส 4/63 โดยได้แรงหนุนจากราคา ASP ถุงมือยางที่สูงขึ้น สำหรับกลยุทธ์ คงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 37.50 บาท โดยราคาเข้าซื้ออยู่ที่ 31.50 บาท
ขณะที่บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ได้ ปรับประมาณการรายได้รวมปี 64 ขึ้น 9% จากประมาณการเดิม เป็น 88,274 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าปริมาณขายยางธรรมชาติทั้งปีเพิ่มขึ้น 17% และตั้งเป้าปริมาณขายถุงมือยางทั้งปีเติบโต 14% และปรับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564 ขึ้น 72% จากประมาณการเดิม เป็น 12,603 ล้านบาท จากเดิม 7,333 ล้านบาท โดยปรับอัตรากำไรขั้นต้นปี 64 ขึ้นเป็น 29.2% จากของเดิม 20% เพราะธุรกิจยางธรรมชาติและธุรกิจถุงมือยาง
ทั้งนี้บริษัทมีแผนเริ่มธุรกิจปลูกกัญชงขนาด 100-200 ไร่ในช่วงเริ่มต้น ในจังหวัดน่าน สกลนคร และชัยภูมิ โดยเป็นพื้นที่ของบริษัทอยู่แล้ว คาดว่าจะขอใบอนุญาตในช่วงเดือน มี.ค. 64 และจะสามารถเริ่มปลูกได้ในช่วงเดือน มิ.ย. 64 คาดว่าจะเก็บผลผลิตได้ในช่วงปลายปี 64 นอกจากนี้มีแผนที่จะตั้งศูนย์สกัดน้ำมันกัญชงในอนาคต ทั้งนี้ธุรกิจปลูกกัญชงยังไม่ได้อยู่ในประมาณการของเรา
จากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ฟื้นตัว รวมถึงดีมานด์ถุงมือยางที่ยังเติบโตเป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการของบริษัทให้เติบโต ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล 1.75 บาทต่อหุ้น (Div.Yld. 5.1%) ขึ้นเครื่องหมาย XD 12 เม.ย. 64 และจ่ายเงินปันผล 29 เม.ย. 64 แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายใหม่ 40 บาทอิงค่าเฉลี่ย PER ที่ 6 เท่า
ขณะที่บริษัทลูกอย่าง STGT ราคาหุ้นอาจจะอยู่ในช่วงของการพักฐานหลักจากที่สถานการณ์โควิด19 ทั่วโลกเริ่มดีขึ้น แต่ความต้องการใช้ถึงมือยางยังมีออเดอร์อย่างต่อเนื่อง และด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวคือนโยบายปันผลที่ให้ผลตอบแทนในระดับสูง STGT จึงยังคงมีความเซ็กซี่
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่าจะยังทำ New high ต่อเนื่องถึงในไตรมาส2/64 เป็นอย่างน้อย จากราคาขายต่อชิ้นที่สูงขึ้น และคาดว่าการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์จะดีขึ้นใน ทำให้ปริมาณขายกลับมาเติบโตได้ ปัจจุบันมีระยะเวลารอสินค้านานสูงสุดถึง 30 เดือน สำหรับถุงมือยางสังเคราะห์ (NBR) และ 13 เดือน สำหรับถุงมือยางธรรมชาติ (NR)
ขณะเดียวกันช่วงกลางปี 64 จะออกสินค้าใหม่ในกลุ่ม NR ซึ่งช่วยลดอาการแพ้โปรตีนของผู้ใช้งานบางกลุ่มโดยเฉพาะในยุโรป และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการ NBR สูง และไม่นิยม NR จากการแพ้โปรตีน ทำให้ราคาตลาดของ NBR สูงกว่า NR ไม่น้อยกว่า 30% โดยผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ใช้ยางธรรมชาติซึ่งเป็นจุดแข็งของ STGT และสามารถขายสินค้าไปยังกลุ่มยุโรปและสหรัฐฯ ได้มากขึ้น ด้วยราคาขายที่สูงกว่า NR ทั่วไป แต่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นไม่มาก หนุนอัตรากำไรขั้นต้น
ทั้งนี้มองว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 64 ราคาขายเฉลี่ยต่อขิ้น (ASP) อาจไม่ลดลง หรือลดลงไม่มากอย่างที่ตลาดกังวล เพราะอุปสงค์ยังมากกว่าปริมาณการผลิตในตลาดโลกโดยเฉพาะถุงมือยางทางการแพทย์ ที่คาดว่าจะมีความต้องการในอัตราเร่งในช่วงที่มีการฉีดวัคซีนทั่วโลก
สำหรับกลยุทธ์หากลงทุนระยะยาว หรือ คาดหวังเงินปันผล STGT ยังเป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากจะจ่ายเงินปันผลทุกไตรมาสในปีนี้คาดราว 1.0 – 1.20 บาทต่อไตรมาส โดยคงประมาณการกำไรปี 2564 ที่ 25,572 ล้านบาทเพิ่มขึ้น79% จากปีก่อน และเงินปันผลทั้งปี 64 ที่ 4.47 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 11.2% คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 53 บาท
