Official Update :

Inverted Yield Curve คืออะไร ทำไมจึงเป็นสัญญาณเตือนวิกฤต!?

วิกฤตโควิด-19 ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2019 ส่งผลให้เกิดการล็อกดาวน์ในช่วงต้นปี 2020 และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจย่ำแย่ในหลายประเทศ ประกอบกับเงินเฟ้อที่รุนแรงไปทั่วโลก จน FED หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นผลให้สินทรัพย์เสี่ยงพากันร่วงลงเป็นเวลายาวนานกว่า 1 ปี


จนกระทั่งปลายปี 2022 ที่ผ่านมา FED ได้ส่งสัญญาณลดความร้อนแรงในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนในตลาดไปได้มาก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลในเรื่องของ ‘เศรษฐกิจถดถอย’ (Recession) ที่อาจเกิดขึ้นในอเมริกา อีกทั้งเรื่องของธนาคารล้มละลายทั้งในอเมริกาและยุโรป ทำให้อินดิเคเตอร์หนึ่งถูกพูดถึงขึ้นมา นั่นก็คือ “Inverted Yield Curve”



Yield Curve คืออะไร

Yield curve คือ เส้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนกับอายุคงเหลือ ของตราสารหนี้ มักใช้ดูความสัมพันธ์ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลโดยเฉพาะรุ่นอายุ 2-10 ปี โดยในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตดีและอัตราดอกเบี้ยคงที่ เส้น Yield curve จะลาดชันขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรระยะสั้น (ฝากเงินระยะยาวก็ควรจะได้ผลตอบแทนมากกว่าระยะสั้น)



Inverted Yield Curve คืออะไร

แต่เมื่ออัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุสั้น สูงกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุยาว Inverted Yield Curve จะเกิดขึ้น ซึ่งตลาดมองว่าเป็นภาวะที่ผิดปกติ ในอดีตแล้วสัญญาณของ Inverted Yield Curve จึงเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ได้ดีในอนาคต และเป็นสัญญาณที่ถูกต้องมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว


เพราะโดยทั่วไปอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเมื่อเทียบในระยะต่าง ๆ หรือ Yield Curve ควรจะมีลักษณะที่ชันขึ้น หรือยิ่งซื้อพันธบัตรระยะยาว การซื้อพันธบัตรระยะสั้น โดยปกตินักลงทุนมักจะให้ความสนใจที่พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา อายุ 2 ปี เทียบกับ 10 ปี เป็นหลัก หรือที่เรียกว่า 2-10 Spread (ทู-เท็นสเปรด)



Inverted Yield Curve เกิดขึ้นได้อย่างไร

Inverted Yield Curve เกิดจากความกังวลว่าสถานการณ์ดอกเบี้ยในอนาคตจะลดลง ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะ ‘ล็อก’ ผลตอบแทนที่น่าจะสูงกว่าในอนาคต โดยจะซื้อพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น และเนื่องจากความต้องการของพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้น ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลจะลดลง


ในขณะเดียวกัน นักลงทุนเองก็อาจจะขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อหนีไปล็อกกำไรในอนาคต จนพันธบัตรระยะสั้นราคาลดลง ทำให้ผลตอบแทนปรับสูงขึ้นจนสูงกว่าผลตอบแทนจากพันธบัตรระยะยาว และเกิดเป็น Inverted Yield Curve นั่นเอง




Techtoro แถมให้

Ryan Grabinski นักกลยุทธ์การลงทุนของ Manhattan-based Strategies Research Partners ระบุว่านับตั้งแต่ปี 1978 เป็นต้นมา เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั้งหมด 6 ครั้ง โดยมักจะเกิด Inverted Yield Curve ล่วงหน้าเฉลี่ย 12 เดือนก่อนที่จะเกิด Recession ตามมา (ล่าสุดเกิด Inverted Yield Curve ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 ที่ผ่านมา)


ดู 2-10 Spread ได้ที่นี่: https://fred.stlouisfed.org/series/T10Y2Y


*เนื้อหาทั้งหมดบนบทความนี้จัดทำขึ้นโดย Techtoro เพื่อวัตถุประสงค์ในการศึกษาข้อมูลโดยทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่การให้คำแนะนำด้านการเงินและการลงทุน

คุณานันต์ TECHTORO 💙❤️

Most Viewed
Stock of the Day
EGCO อัดงบ 3 หมื่นล้าน ลุยแผน “POWER4” ครึ่งปีหลัง เร่งขยายพอร์ตไฟฟ้า-พลังงานหมุนเวียน จ่อชิงเค้ก PDP 2026 รุก PPA-Data Center
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
TOA ผนึกพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่ ‘Green Ecosystem’ ยกระดับมาตรฐาน Sustainable Construction สร้างอนาคตใหม่ที่ยั่งยืน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Where to put your money
“ความผันผวน” ไม่ใช่ศัตรูของนักลงทุน... แต่เป็น “โอกาส” ในการปรับพอร์ตให้ดีขึ้น !!!
เมื่อ 17 ชั่วโมงที่แล้ว
Banking
Krungsri Finnovate ชวนเปิดมุมมอง “Health is the New Wealth” ใน Future Wellness Economy Forum 2026 สู่โอกาสธุรกิจและการลงทุน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
REIC มองอสังหาฯ H2 โต คาดทั้งปีแตะ 8.8 แสนลบ. รับตลาดบ้านมือสอง-กำลังซื้อต่างชาติหนุน ดึง AI ยกระดับข้อมูล ยันไร้สัญญาณฟองสบู่
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us