Official Update :

คัด 5 หุ้น “ที่สุดของที่สุด” พื้นฐานดี ฐานะการเงินแข็งแกร่ง

แม้ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐและยุโรปจะผ่อนคลายความกังวลลง แต่ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากหลายประเทศยังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามรัฐเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันให้ราคาสินค้าสินค้าโภคภัณฑ์ดีดตัวขึ้น กระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับสูง


จากปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากดดันต่อเนื่อง อาจทำให้การลงทุนและคัดเลือกหุ้นในช่วงนี้เป็นเรื่องยาก Wealthy Thai จึงมี 5 หุ้นเด่นที่พื้นฐานและฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง รวมถึงกำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง น่าซื้อสะสมมาฝาก


โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จํากัด ระบุว่า ภายใต้วิกฤติการเงินในสหรัฐและยุโรป ฝ่ายวิเคราะห์ได้คัดเลือกหุ้น AU, BBL, BDMS, CPALL และ GULF เป็นหุ้น Best of the best เพราะมีพื้นฐานและฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีแนวโน้มกำไรในปี 2566-2567 เติบโตเฉลี่ยสูงกว่ากำไรของกลุ่มหุ้นในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยัง Outperform และมี Valuation ไม่แพง ทำให้คาด Downside เริ่มจำกัด จึงมองเป็นโอกาสเข้าซื้อสะสม


สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานของ AU บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จํากัด ระบุว่า ปี 2566 คาดบริษัทจะมีกำไรสุทธิ 190 ล้านบาท โต 56% จากปีก่อน และแตะ 237 ล้านบาท โต 24% กลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2567 ตามการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมหลังกิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาปกติ การออกสินค้าใหม่และการรับรู้ยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากขยายสาขาเชิงรุก ส่วนมาร์จิ้นคาดดีขึ้นหลังเกิดผลประหยัดต่อขนาด จากการมีสาขาจำนวนมากและการกลับมาทานที่ร้านมากขึ้น (มาร์จิ้นดีกว่าซื้อกลับบ้านและ Delivery)


AU เป็นหุ้นเล็กที่กำไรกลับเข้าสู่ขาขึ้น โดยปี 2566-2570 คาดกำไรยังมี Upside Risk หากนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวไทยมากกว่าคาด (ก่อนเกิดโควิด-19 บริษัทมีลูกค้าจีนคิดเป็น 13% ของยอดขายรวม) ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 13 บาท


ส่วน BBL นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทคาดค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) ปี 2566 มีแนวโน้มลดลงสู่ระดับปกติที่ประมาณ 1% จากปี 2565 ที่ 1.2% (ฝ่ายวิเคราะห์คาดที่ 1.3%) ตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ซึ่งกลุ่มภาคธุรกิจซึ่งเป็นลูกค้าหลักของทางบริษัทจะได้รับประโยชน์มากสุด


โดยคาดกำไรสุทธิปีนี้จะอยู่ที่ 3.68 หมื่นล้านบาท โต 26% จากปีก่อน เพราะฐานสินเชื่อขยายตัวจากการเบิกจ่ายสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อต่างประเทศ รวมถึง yield on loan ที่เพิ่มขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น


ดังนั้นคงคำแนะนำ ซื้อ และคงราคาเป้าหมายที่ 200 บาท เลือก BBL เป็น Top Pick ของกลุ่มธนาคาร เพราะได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น มีความเป็นผู้นำด้านสินเชื่อธุรกิจ และมีความแข็งแกร่งในเรื่องคุณภาพสินทรัพย์และความเพียงพอของสำรองมากสุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่


ถัดมา BDMS นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คาดแนวโน้มปี 2566 ยังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง โดยประมาณกำไรปกติที่ 1.39 หมื่นล้านบาท โต 11% จากปีก่อน ตามการเติบโตของกลุ่มคนไข้ปกติซึ่งมาจาก Pent up demand


อีกทั้งรับผลบวกเต็มปีจากการฟื้นตัวของคนไข้ต่างชาติ หลังจากที่มีการเปิดประเทศ คาดสัดส่วนคนไข้ต่างชาติจะปรับเพิ่มจากเฉลี่ย 23% ในปี 2565 เป็น 33% ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 โดยเป็นการเติบโตสวนทางผลประกอบการกลุ่มโรงพยาบาลที่คาดกำไรจะปรับลดลงจากฐานที่สูง คงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงมูลค่าพื้นฐานที่ 37.40 บาท


ด้าน CPALL บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จํากัด ระบุว่า คาดปี 2566 บริษัทจะรายงานกำไรปกติเติบโต 25% สู่ 1.68 หมื่นล้านบาท โดยการเติบโต 11% จะเกิดจากส่วนแบ่งกำไรที่ดีขึ้นจาก MAKRO และ Lotus's เพราะยอดขายและมาร์จิ้นดีขึ้น รวมทั้งการผนึกกำลังทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น และที่เหลือเกิดจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) ที่ฟื้นตัวดีขึ้น เพราะยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) ดีขึ้นจากเศรษฐกิจฟื้นตัวและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และมาร์จิ้นฟื้นตัวจากการมีสัดส่วนการขายที่ดีขึ้น


โดยบริษัทวางแผนเปิดสาขาร้าน CVS จำนวน 700 สาขาต่อปี ในปีนี้และในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ในส่วนของการขยายสาขาต่างประเทศนั้น หลังจากเปิดร้าน CVS สาขาแรกในเดือนส.ค. 64 บริษัทก็เปิดสาขาไปแล้วประมาณ 50 สาขาในกัมพูชา โดยยอดขายเป็นไปตามเป้า บริษัทวางแผนดำเนินงานร้าน CVS ในกัมพูชาเกือบ 100 สาขา และเปิดร้าน CVS สาขาแรกในลาวภายในปี 2566 โดยคงเรทติ้ง OUTPERFORM ราคาเป้าหมายที่ 78 บาท


และสุดท้าย GULF นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/66 อาจชะลอลงจากไตรมาส 4/65 ตามปัจจัยฤดูกาลของลมในโครงการ BKR2 และ GGC และมีการลดสัดส่วนใน BKR2 ลงครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/65 คาดจะเติบโตสูง เพราะมีโครงการ GSRC หน่วยที่ 4 ซึ่งเริ่ม COD ในไตรมาส 4/65


ส่วนไตรมาส 2/66 คาดว่ากำไรปกติจะทำระดับสูงสุดใหม่ได้จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ Jackson เต็มไตรมาส โดยโครงการ Jackson ที่อาจได้รับผลกระทบจากราคา NG ที่ปรับตัวลงรวมไว้ในประมาณการแล้ว ณ ระดับราคา NG ปัจจุบันยังให้ IRR ในระดับเลข 2 หลัก


นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/66 ยังมีโรงไฟฟ้า IPP โรงใหม่ของ GPD หน่วยที่ 1 ขนาดกำลังผลิต 669 เมกะวัตต์ (ถือสัดส่วน 70%) ซึ่งจะเริ่ม COD วันที่ 31 มี.ค. นี้ สร้างรายได้เต็มไตรมาส คาดทั้งปี 2566 บริษัทจะมีกำไรสุทธิ 1.74 หมื่นล้านบาท โต 52.87%  คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 62.25 บาท


ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้