สรุปเหตุผล STGT จะได้อะไร เมื่อนำบริษัทไปเทรดที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์
นางสาวจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางธรรมชาติและถุงมือยางไนไตรล์รายใหญ่ของโลก เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทมีมติอนุมัติให้เตรียมการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Secondary Listing by way of Introduction)
โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารต่างๆ เพื่อนำเสนอต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์พิจารณาอนุมัติ คาดว่ากระบวนการต่างๆ จะแล้วเสร็จและสามารถนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนและซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ภายในเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้
ทั้งนี้ บริษัทจะไม่มีการออกหรือเสนอขายหุ้นใหม่ เพื่อรองรับการนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ แต่จะเป็นการนำหุ้นเดิมของผู้ถือหุ้นบริษัท
สำหรับการเข้าซื้อขายบนกระดานหลักของตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เพื่อรองรับการขยายฐานผู้ถือหุ้นให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น เพิ่มช่องทางระดมทุนในอนาคต ตลอดจนทำให้บริษัท มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค เพราะในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ก็มีหุ้นที่ประกอบธุรกิจแบบเดียวกันซื้อขายกว่า 3-4 บริษัท อีกทั้งจะช่วยให้กลุ่มนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อยของสิงคโปร์เข้าถึง STGT ได้มากขึ้น
“หลังจากได้รับการอนุมัติจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ บริษัทฯ จะเปิดเผยข้อมูลและเอกสารต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ในเวลาเดียวกันจัดให้มีกลไกการโอนหุ้นระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์” นางสาวจริญญา กล่าว
ขณะที่ภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 64 มั่นใจจะสามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยมีปัจจัยมาจากความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้หลายประเทศเริ่มทยอยฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตามในการฉีดวัคซีนก็มีความจำเป็นต้องใช้ถุงมือยางและการสวมใส่ถุงมือยางในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม กลายเป็นพฤติกรรม New Normal ในสังคม
ส่วนสถานการณ์ราคาถุงมือยางยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2563 เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงมีคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า โดยถุงมือยางธรรมชาติมีออเดอร์ล่วงหน้า 13 เดือน และถุงมือยางไนไตรล์ มีออเดอร์ล่วงหน้า 30 เดือน มั่นใจดีมานต์ยังคงเเข็งแกร่ง
ขณะเดียวกันบริษัทจะคงแผนในปี 6ปีข้างหน้าจะมีกำลังการผลิตถุงมือยางให้เป็น 102,000 ล้านชิ้นต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 32,000 ล้านชิ้นต่อปี เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้สินค้า ทั้งนี้บริษัทยังคงจะรักษามาร์เก็ตแชร์ไว้ที่อันดับ 3 ของโลก ถึงแม้ว่าในอีก 6 ปีข้างหน้าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 102,000 ล้านชิ้นต่อปี เนื่องจากเจ้าของตลาดรายใหญ่ก็มีแผนที่จะผลักดันกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน
