Official Update :

สำรวจ 6 หุ้นใหญ่ราคาร่วงแรง SINGER – SGC – KEX อ่วม! โบรกฯ สั่ง “ขาย”

ตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นไทยโดนปัจจัยกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีปรับตัวหลุดระดับ 1,600 จุด รวมถึงมีหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวที่ราคาปรับลงไปลึก และปัจจุบันราคายังไม่ฟื้นตัวมากนัก


วันนี้ Wealthy Thai จึงจะพานักลงทุนมาสำรวจพื้นฐานของ 6 หุ้นใหญ่สุดฮิตที่ราคาปรับตัวลงไปลึกว่า มีแนวโน้มการดำเนินงานเป็นอย่างไร มีโอกาสที่กำไรจะเติบโตมากแค่ไหน และในมุมมองของนักวิเคราะห์ราคาที่ปรับมากเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนได้หรือไม่


JMART ลุ้นกำไรไตรมาส 2/66 ฟื้น

มาเริ่มที่ JMART ตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นปรับตัวลงมาแล้ว 51.17% มาอยู่ที่ระดับ 19.90 บาท ณ วันที่ 12 มิ.ย. 66 โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุถึงแนวโน้มการดำเนินงานว่า กําไรปกติในไตรมาส 2/66 จะดีขึ้นจากไตรมาส 1/66


ทั้งนี้เชื่อว่ากลุ่ม SINGER จะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น โดยจะส่งต่อส่วนแบ่งผลขาดทุนมาให้ JMART ในจํานวนที่น้อยกว่าไตรมาสก่อน แต่ธุรกิจจัดจําหน่ายโทรศัพท์มือถือ (Jaymart Mobile) ที่เป็นธุรกิจหลักคาดจะชะลอตัวลง หลังมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” สิ้นสุดลงตั้งแต่กลางก.พ. 66


นอกจากนี้เชื่อว่าผู้บริโภคจะชะลอการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ โดยจะรอการเปิดตัวของไอโฟนรุ่นใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3-4/66 ส่วนธุรกิจรองอย่างการบริหารหนี้ และให้สินเชื่อ ภายใต้การบริหารของ JMT คาดว่าจะมีพอร์ตลูกหนี้ที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่แรงกดดันจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นดูผ่อนคลายลงแล้ว


ดังนั้นเพื่อสะท้อนกําไรไตรมาส 1/66 ที่อ่อนแอ ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับคาดการณ์กําไรปกติปี 2566 ลงจากเดิม 25% เหลือ 1.1 พันล้านบาท ลดลง 10% จากปีก่อน ทําให้ราคาเป้าหมายปี 2566 ลดจาก 43 บาท เหลือ 26 บาท และแนะนํา “Neutral”


SINGER ปี 66 ขาดทุนสูงสุดในรอบ 10 ปี

ถัดมา SINGER ตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นปรับตัวลงมาแล้ว 61.39% มาอยู่ที่ระดับ 11.10 บาท ณ วันที่ 12 มิ.ย. 66 ขณะที่แนวโน้มการดำเนินงาน บริษัท หลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดไตรมาส 2/66 จะหดตัวจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน จากปัจจัย 1. ยอดขายที่ลดลงจากฐานสูง และประเมินว่าบริษัทจะยังเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น เพื่อควบคุม NPL ไม่ให้สูงขึ้น


2.ค่าใช้จ่ายสำรองที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 1/66 จากค่าปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือที่น้อยลงเล็กน้อย ตามปริมาณสินค้ายึดคืนที่น้อยลง ภายหลังที่บริษัทจะหาช่องทางระบายสินค้ายึดคืน เช่น การจำหน่าย ตู้เติมน้ำมันเป็นปั๊มทันใจมากขึ้น


โดยฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการปี 2566 ลงเป็นขาดทุนสุทธิที่ 1.6 พันล้านบาท จากการปรับลดยอดขาย, รับรู้ gross loss margin ในธุรกิจ direct sale, เพิ่ม credit cost และ NPL ที่เพิ่มขึ้น พร้อมปรับคำแนะนำลงเป็น “ขาย” จากเดิม “ถือ” และปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 6 บาท


ทั้งนี้เนื่องจากผลการดำเนินงานที่จะยังไม่กลับมาดีขึ้นในเร็ววัน และต้องอาศัยระยะเวลา 2-3 ปี เพื่อรักษาให้ NPL ดีขึ้นเป็น single digit เหมือนช่วงปี 2558-2560 รวมทั้งผลการดำเนินงานที่จะพลิกกลับมาขาดทุนสูงสุดในรอบ 10 ปี จึงเชื่อว่าราคาหุ้นควรจะเทรดที่ discount และต่ำกว่าช่วงโควิด-19 เนื่องจากไม่มีมาตรการช่วยเหลือและการผ่อนผันเกณฑ์ในการจัดชั้นลูกหนี้และตั้งสำรองในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า


SGC สินเชื่อตกชั้นเป็น NPL ต่อเนื่อง

SGC ตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นปรับตัวลงมาแล้ว 60.69% มาอยู่ที่ระดับ 1.95 บาท ณ วันที่ 12 มิ.ย. 66 โดยแนวโน้มการดำเนินงาน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ประเด็นเรื่องสินเชื่อภายใต้มาตรการความช่วยเหลือยังคงมีอยู่ในไตรมาส 2/ 2566 โดยสินเชื่อคงเหลือภายใต้มาตรการบรรเทาหนี้จากโควิด-19 จำนวน 10.58% ของสินเชื่อรวมไตรมาส 1/2566 มีโอกาสสูงที่จะถูกไหลลงมาเป็น NPL ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งจะทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ของสินเชื่อในส่วนนี้ยังคงอยู่ในระดับสูงจากไตรมาสก่อนหน้า


ทั้งนี้บริษัทระบุว่า credit cost ที่อยู่ในระดับสูงจะส่งผลกระทบเฉพาะกำไรไตรมาส 2/66 โดยคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในครึ่งหลังของปี 2566 ส่งผลให้บริษัทคาดการณ์ว่าผลประกอบการจะพลิกเป็นกำไรในช่วงครึ่งปีหลัง จากเป้าหมายการลดต้นทุนที่ 20% ตามแผนการลดพนักงาน การวมศูนย์การอนุมัติสินเชื่อไว้ที่สำนักงานใหญ่เพียงแห่งเดียว และการประสานนโยบายการติดตามหนี้กับ JMT


อย่างไรก็ตามฝ่ายวิเคราะห์ลดประมาณการกำไรปี 2566 เป็นผลขาดทุนสุทธิที่ 682 ล้านบาท จากคาดการณ์เดิมที่มีกำไร 782 ล้านบาท เพื่อสะท้อนแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอกว่าคาด พร้อมลดคำแนะนำเป็น “ขาย” จาก “ถือ” ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 1.50 บาท จากเดิม 4.10 บาท เพื่อสะท้อนการปรับลดประมาณการกำไรและการลดตัวคูณมูลค่าหุ้น โดยฝ่ายวิเคราะห์จะกลับมามีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น หากคุณภาพสินทรัพย์มีสัญญาณการฟื้นตัว


BUNPU รอจังหวะเข้าลงทุน รับราคาพลังงานฟื้น

BUNPU ตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นปรับตัวลงมาแล้ว 36.13% มาอยู่ที่ระดับ 8.75 บาท ณ วันที่ 12 มิ.ย. 66 ส่วนแนวโน้มการดำเนินงาน บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/66 และ 3/66 ไม่เด่น คาดลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน กดดันจากการปรับตัวลงของราคาขายเฉลี่ย (ASP) ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก ประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ลดลงจากเดิมเป็น 1.3 หมื่นล้านบาท ลดลง 68% จากปีก่อน


โดยราคาก๊าซและถ่านหินในช่วง 3 เดือนข้างหน้ามี Upside จำกัด เพราะอุปสงค์ชะลอลงตามฤดูกาล, เศรษฐกิจจีนเติบโตช้ากว่าคาด, ปริมาณสำรองในยุโรปอยู่ระดับสูง และยุโรปอาจระบายอุปทานเข้าสู่ภูมิภาค ทั้งนี้ คงคำแนะนำ เก็งกำไร เชิงกลยุทธ์นักลงทุนอาจรอจังหวะเข้าซื้อช่วงไตรมาส 4/66 ซึ่งราคาพลังงานจะเริ่มฟื้นตัวตามการเพิ่มปริมาณสำรองพลังงานเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับอุปสงค์ในฤดูหนาวของภูมิภาคตะวันตก ประเมินราคาเหมาะสมใหม่ที่ 9 บาท


EA รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรม EV

EA ตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นปรับตัวลงมาแล้ว 34.28% มาอยู่ที่ระดับ 63.75 บาท ณ วันที่ 12 มิ.ย. 66 โดยแนวโน้มการดำเนินงาน บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า EA คาดรายได้รวมปี 2566 จะเติบโตมากกว่า 50% จากปริมาณการส่งมอบรถ EV ทุกประเภทที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยวางเป้าหมายการส่งมอบรถ EV ทุกประเภทในปี 2566 จำนวน 4พันคัน ทำให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจ EV และแบตเตอรี่ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 53% จากปีก่อน 31%


ฝ่ายวิเคราะห์คงคำแนะนำ ซื้อ และคงราคาเหมาะสมสิ้นปี 2566 ที่ 80 บาท สำหรับการลงทุนระยะ 12 เดือนขึ้นไป โดยในระยะสั้นการฟื้นตัวของราคาหุ้นมีโอกาสถูกจำกัดจากความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะ Recession ในเชิงกลยุทธ์นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยจึงไม่จำเป็นต้องรีบเข้าลงทุน และอาจพิจารณาเข้าลงทุนหลังการปรับฐานของราคาหุ้นเพื่อสะท้อนผลกระทบจากการเข้าสู่ภาวะ Recession เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งคาดเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้


KEX ปี 66-67 มีผลขาดทุนต่อเนื่อง

และสุดท้าย KEX ตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นปรับตัวลงมาแล้ว 42.39% มาอยู่ที่ระดับ 10.60 บาท ณ วันที่ 12 มิ.ย. 66 โดยแนวโน้มการดำเนินงาน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาด KEX จะมีผลขาดทุนยืดเยื้อนานกว่าคาด เพราะมาตรการลดต้นทุนของบริษัทจะยังไม่สัมฤทธิ์ผลตราบใดที่รายได้ยังอยู่ในขาลง


โดยหลักๆ จะถูกฉุดจากปริมาณขนส่งพัสดุที่ลดลง ทั้งนี้ยังพอมีสัญญาณเชิงบวกเล็กๆ จากการฟื้นตัวของรายได้เฉลี่ยต่อพัสดุ หลังจากบริษัทหันมาเน้นกลุ่มลูกค้าที่ให้ผลตอบแทนสูงแทนในเชิงรายได้ต่อหน่วยพัสดุ แทนลูกค้าหลักก่อนหน้าบนแพลตฟอร์ม e-commerce


ขณะที่ค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน (OPEX) คาดจะลดลงต่อเนื่องตลอดปี 2566 เพราะบริษัทจะใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น ซึ่งเป็นระบบที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนอย่าง SF Express ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยลดการพึ่งพากำลังคนได้แบบมีประสิทธิภาพ


แต่กลยุทธ์การลดต้นทุนจะไม่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้บริษัทในระยะยาวมากนัก ถ้าส่วนแบ่งการตลาดทรงตัวหรือลดลง ด้วย เหตุนี้ฝ่ายวิเคราะห์จึงลดคำแนะนำเป็น ขาย มูลค่าพื้นฐาน 9.10 บาท หลังจากปรับเพิ่มประมาณการขาดทุนปี 2566 เป็น 2.5 พันล้านบาท และปรับลดประมาณการปี 2567 จากกำไรสุทธิเป็นขาดทุน 734 ล้านบาท


ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้

Most Viewed
Fun of Funds
“กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ซบตามตลาด เฉลี่ยติดลบ -4.75% “TVIETNAM” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +2.45% ส่วน “UVO” ร่วงสุด -12.36% แนะโอกาสสำหรับการลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” !!!
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
GC และ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาจัดตั้งโครงการร่วมทุน เร่งหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมร่วมกัน
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
CPF–Bosch ต่อยอดความร่วมมือ ใช้ Data–AI ยกระดับการผลิตอาหาร หนุนเป้าหมาย Net-Zero
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
XO ส่งซิกครึ่งปีหลังโตเด่น ดันรายได้ปี 69 แตะ 2.4 พันลบ. ทุ่ม 1.3 พันลบ. สร้างโรงงานใหม่ ปูทางสู่เบอร์ 1 ตลาดซอสศรีราชาโลก
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
รัฐบาลเร่งเยียวยาน้ำท่วม พยุงประชาชน-ธุรกิจฝ่าวิกฤต พักหนี้-เติมสภาพคล่อง ลดผลกระทบ หนุนกลุ่มแบงก์-เช่าซื้อ-หุ้นอิงกำลังซื้อภายใน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us