TTA-PSL รับอานิสงส์ “เอลนีโญ” ทำให้น้ำในคลองปานามา เริ่มแห้ง หนุนค่าระวางเรือพุ่ง 3 วันติดต่อกัน
ส่งผลให้ภาพบรรยากาศของการส่งออกกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง รวมไปถึงภาคการส่งออกทางเรือสะท้อนจากค่าระวางเรือที่เริ่มปรับตัวขึ้น ซึ่งในวันนี้ทาง Wealthy Thai ก็ถือโอกาสนี้ในการพาผู้อ่านไปดูพื้นฐานของธุรกิจของเจ้าตลาดในไทยอย่าง TTA และ PSL พร้อมกับมุมมองการลงทุน
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า ค่าระวางเรือได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานและราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งภาพรวมของค่าระวางเรือรอบนี้เป็นการฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่ปรับตัวลงไปค่อนข้างลึก แต่ยังไม่สามารถฟื้นตัวไปใกล้เคียงกับจุดสูงสุดในช่วงสถานการณ์ COVID เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ
อย่างไรก็ดีการปรับตัวขึ้นของค่าระวางเรือในรอบนี้ เป็นผลมาจากปริมาณน้ำที่ลดลงในคลองปานามาซึ่งเป็นตัวช่วยระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรแอตแลนติกและช่วยลดระยะทางในการขนส่งจากอเมริกาเหนือไปยังอเมริกาใต้ ทำให้เรือขนาดใหญ่ต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือที่ไกล ส่งผลให้แนวโน้มของค่าระวางเพิ่มมากขึ้นจากซัพพลายที่น้อยลง
โดยแนะนำ เก็งกำไร PSL คาดว่าราคาหุ้นจะตอบรับเชิงบวก จากการไต่ระดับขึ้นของดัชนีค่าระวางเรือ BDI เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน จากการเกิดภัยแล้ง ทำให้ระดับน้ำในคลอง Panama ลดลง ส่งผลให้เรือขนาดใหญ่ไม่สามารถแล่นผ่านได้ และต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งใช้เวลานานขึ้น และเป็นบวกต่อค่าระวางเรือคลอง Panama เป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทร Atlantic ไปยังมหาสมุทร Pacific สินค้าสาคัญ เช่น ถ่านหิน, สินค้าเกษตร, ยานยนต์และปิโตรเลียม ซึ่งใช้การขนส่งโดยใช้เรือเทกอง
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า ค่าระวางเรือ (BDI) ปรับเพิ่มขึ้น 6.85% ปิดที่ 1,216 ได้ผลบวกจากภัยแล้งรุนแรงทำให้น้ำในคลองปานามาตื้น ส่งผลต่อเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ หนุนค่าระรางเรือดีดตัว นอกจากนี้ยังได้ Sentiment บวก จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน หลังธนาคารกลางจีนปรับลดดอกเบี้ย และคาดว่าทางการจีนเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะการฟื้นฟูภาคอสังหาฯ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แนะนำ “เก็งกำไร” PSL พื้นฐาน 19 บาท ตามการปรับขึ้นของ BDI Index
สำหรับมุมมองปัจจัยพื้นฐาน PSL บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” และกำหนดราคาเป้าหมายที่ 14 บาท โดยค่าระวางเรือเทกองแห้งจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลังปี 2566 หลังแตะจุดต่ำสุดไปแล้วในเดือน กุมภาพันธ์ 2566 โดยมีปัจจัยหนุนจากอุปสงค์สินค้าเทกองนำเข้าของจีนหลังคลายล็อกดาวน์และความหวังว่าสถานการณ์ที่ทะเลดำจะคลี่คลายลงจนสามารถขนส่งสินค้าธัญพืชจากรัสเซีย-ยูเครนกลับมาเป็นปกติได้
ขณะที่คาดว่าขนาดกองเรือเทกองจะโต 1.9% ในปี 2566 และ 0.8% ในปี 2567 ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีการเติบโตของการส่งมอบเรือใหม่ที่จำกัดและน่าจะยังทำให้ผู้ประกอบการโดยรวมยังทำกำไรได้ดีเนื่องจากการเติบโตฝั่งอุปสงค์จะอยู่สูงกว่าอุปทานในปี 2567 ทั้งนี้คาดกำไรสุทธิทั้งปี 2566 จะอยู่ที่ 1.19 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 75%
ด้าน TTA บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” และกำหนดราคาเป้าหมายที่ 8.70 บาท โดยแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/66 จะฟื้นตัว จากไตรมาสก่อนหน้าตามปัจจัยฤดูกาล ทั้งเดินเรือที่ค่าระวางเรือดีขึ้น, PMTA เข้าสู่ฤดูเพาะปลูกที่เวียดนามและการส่งออกที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังจีนซึ่งเป็นคู่แข่งจำกัดการส่งออกปุ๋ย, MML เรือเข้าอู่กลับเข้าทำงานและรับรู้ backlog เพิ่มขึ้น
ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลังปี 66 คาดจะดีกว่าครึ่งปีแรก จากฤดูกาลที่สูงขึ้นของเดินเรือและ PMTA ในขณะที่ MML รับรู้ backlog อีก 126 ล้านเหรียญ ซึ่งยังไม่รวมงานใหม่ ๆ ที่อาจได้เพิ่มขึ้น, PMTA ครึ่งปีหลังยอดขายจะสูงกว่าครึ่งปีแรก ทั้งนี้คาดกำไรในปี 2566 จะอยู่ที่ 1.54 พันล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 52%
