Official Update :

ส่องแนวโน้มกำไร 8 ธนาคารใหญ่ของไทย ไตรมาส 2/66 ใครจะเติบโตมากกว่ากัน!

เวียนมาถึงอีกครั้งกับช่วงประกาศงบการเงิน ซึ่งไตรมาส 2/66 นักลงทุนจับตามองหุ้นกลุ่มแบงก์ซึ่งจะประกาศงบออกมาเป็นกลุ่มแรกว่ากำไรสุทธิจะมีทิศทางเป็นอย่างไร เพราะแม้จะได้รับผลบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการตั้งสำรองของหุ้น STARK ว่าจะยังมีเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องรอติดตามกันต่อไป


วันนี้ Wealthy Thai จึงมีแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2/66 ของ 8 หุ้นธนาคาร ได้แก่ BBL, KTB, SCB, KBANK, BAY, TTB, TISCO และ KKP มาฝากกันว่าภาพรวมหุ้นธนาคารในไตรมาสนี้จะเป็นอย่างไร และกำไรของใครจะรอดหรือร่วงกันบ้าง


โดยบริษัท หลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า คาดแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2/66 ของหุ้นกลุ่มธนาคารที่ศึกษาได้แก่ BBL, KTB, SCB, KBANK, BAY, TTB, TISCO และ KKP จะอยู่ที่ 55,034 ล้านบาท เติบโต 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ปรับตัวดีขึ้น แต่คาดจะลดลง 6% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยวิธี FVTPL ลดลง


สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองของธนาคาร (Credit Cost) ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าในไตรมาส 2/66 จะเพิ่มขึ้น 17 bps จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2 bps จากไตรมาสก่อนหน้า โดยคาดว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NLP) จะเพิ่มขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ การปรับเพิ่มอัตราการชำระสินเชื่อที่ปรับโครงสร้างแล้ว แรงกดดันเงินเฟ้อ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้น


ส่วนสินเชื่อคาดเติบโตต่ำที่ 0.2% จากต้นปีจนถึงไตรมาส 2/66 และ 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 0.3% จากต้นปีจนถึงเดือนพ.ค. ขณะที่สินเชื่อในเดือนพ.. เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.2% จากเดือนเม.. 66 ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อกลุ่มธนาคารจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในเดือนมิ.ย. จึงคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อในไตรมาส 2/66 ที่ 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า


ขณะที่ NIM คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 37 bps จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 5 bps จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 2 ครั้ง ในเดือนมี.. และ พ.. ที่ผ่านมา โดยคาดว่า NIM ของธนาคารขนาดใหญ่จะขยายตัวราว 2-8 bps จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วน TISCO และ KKP คาด NIM จะปรับตัวลดลง เนื่องจากมีสินเชื่อรถยนต์ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ในสัด้ส่วนสูง


ด้านรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-NII) คาดจะลดลงทั้งจากไตรมาส 2/65 และไตรมาส 1/66 โดยมีสาเหตุมาจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและกำไรจากเงินลงทุนน้อยลง รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับตลาดทุนที่ลดลงด้วย


นอกจากนี้คาดว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) ในไตรมาส 2/66 จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ค่าใช้จ่ายด้าน IT ค่าใช้จ่ายพนักงาน และค่าใช้จ่ายการตลาด) แต่ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ของกลุ่มธนาคารโดยรวมจะลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า


ทั้งนี้ ประเมินว่า BBL จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/66 เติบโตแข็งแกร่งที่สุดที่ 10,891 ล้านบาท เติบโต 56% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 8% จากไตรมาสก่อนหน้า


ปี
66 คาดกำไรกลุ่มแบงก์โต 13%

ภาพรวมปี 2566 ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรกลุ่มธนาคารจะอยุ่ที่ 221,826 ล้านบาท เติบโต 13% จากปีก่อน โดยคาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 4% NIM จะขยายตัว 23 bps (หลักๆ เกิดขึ้นที่ธนาคารขนาดใหญ่) credit cost จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 6 bps และ non-NII จะอยู่ในระดับทรงตัว (รายได้ค่าธรรมเนียมทรงตัว) และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะลดลงเล็กน้อย


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์เล็งเห็น upside ต่อประมาณการกำไรปี 2566 ของ เนื่องจากประมาณการ NIM ที่คาดการณ์ไว้สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ คือ BBL, KTB, KBANK และ SCB มีแนวโน้ม upside เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะปรับขึ้นอีกสู่ 2.5% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานของฝ่ายวิเคราะห์ที่ 2%


โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปสู่ะดับสูงสุดที่ 2.5% ภายในไตรมาส 3/66 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายแล้ว


ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้