Official Update :

เปิดคาดการณ์งบ SCC- SCGP เมื่อไตรมาส 2 เจอความท้าทาย ฉุดกำไรร่วงแรง

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC หรือที่นักลงทุนเรียกกันในนาม “ปูนใหญ่” ถือเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 110 ปี โดยดำเนินธุรกิจการลงทุน (Holding company) ใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง


ในครั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจทิศทางผลประกอบการช่วงไตรมาส 2/66 ของกลุ่ม “ปูนใหญ่” ทั้ง SCC เอง และบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)หรือ SCGP ว่า จะมีความน่าสนใจแค่ไหน ผ่านมุมมองนักวิเคราะห์ชั้นนำของไทย


โบรกฯ แนะซื้อ
SCC สำหรับลงทุนระยะยาว

เริ่มกันที่ SCC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 4.5 พันล้านบาท ลดลง 54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กดดันจากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้าง - บรรจุภัณฑ์ ในภูมิภาคได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งส่วนต่างปิโตรเคมีส่วนใหญ่ HDPE PP PVC BD ถูกกดดันจากปัญหาอุปทานล้นตลาด ท่ามกลางอุปสงค์ได้รับผลกระทบปัจจัยมหภาคทั้งปัญหาเงินเฟ้อ และการขึ้นดอกเบี้ย


ขณะที่เทียบกับไตรมาส 1/66 คาดกำไรสุทธิ ลดลง 73% เนื่องจากไตรมาสก่อนมีกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของธุรกรรมรวมธุรกิจ SCGJWD และไตรมาสนี้คาดได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของราคาวัตถุดิบ Naphtha ทำให้ประเมินว่าจะมีขาดทุนสินค้าคงคลัง 1.4 พันล้านบาท


อย่างไรก็ตาม หากนับเฉพาะกำไรปกติคาดทำได้ 5.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 31%จากไตรมาสแรก แต่ลดลง 48%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการฟื้นตัวจากไตรมาสแรก เนื่องจาก รายได้เงินปันผลสูงขึ้นโดยเฉพาะจากเงินลงทุนในค่ายยานยนต์


รวมทั้งการทยอยฟื้นตัวของ Spread HDPE หลังจีนเปิดประเทศ และต้นทุนวัตถุดิบต่ำลง ประกอบกับปริมาณจำหน่ายปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นจากการกลับมาผลิตของโรงงาน ROC เต็มไตรมาส และอัตรากำไรธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้างฟื้นตัวจากการปรับตัวลงของต้นทุนวัตถุดิบ, ต้นทุนพลังงาน, และค่าขนส่ง


ทั้งนี้หากไตรมาส 2/66 เป็นไปตามคาด กำไรปกติครึ่งแรกปี 66 จะคิดเป็น 45% ของคาดการณ์ทั้งปี แม้เชื่อว่าตลาดปิโตรเคมียังอ่อนแอจากอุปทานล้นตลาด และอุปสงค์วัสดุก่อสร้าง - บรรจุภัณฑ์ยังได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ


อย่างไรก็ตามแนวโน้มครึ่งหลังของปี 66 และปี 2567 จะเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเป็นสาเหตุมาจาก อุปทานใหม่ PE ผ่านจุดสูงสุดแล้ว รวมทั้งแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน, เวียดนาม, อินโดนีเซีย ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศตามอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการย้ายฐานผลิตของจีน โดยเฉพาะผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ อีกทั้งแรงกดดันด้านต้นทุนลดลง โดยเฉพาะถ่านหิน – ไฟฟ้า


นอกจากนี้ปรับสมมติฐานปี 2566 – 2567 ให้ระมัดระวังมากขึ้น (โดยเฉพาะอัตรากำไรของธุรกิจปิโตรเคมี) เพื่อ สะท้อนการฟื้นตัวที่ล่าช้าของเศรษฐกิจจีน ส่งผลให้คาดการณ์กำไรปกติปี 2566 ลดลง 25% และปี 2567 ลดลง 13% อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมกำไรพิเศษจากธุรกรรมรวมธุรกิจ SCGJWD จำนวน 1.2 หมื่นล้าน บาท (หลังหักภาษี) ในไตรมาส 1/66 ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 เพิ่มขึ้น 8% เป็น 3.3 หมื่นล้านบาท เติบโต 54%จากปีก่อน


ดังนั้นคงแนะนำ “ซื้อสำหรับลงทุนระยะยาว” ราคาเป้าหมายกลางปี  2567 ที่ 370.00 บาท (เดิม 360.00 บาท) จาก Valuation ไม่แพง ปัจจุบันหุ้นซื้อขายบน P/BV ที่ 1.0 เท่า ทำให้หุ้นมี Downside จำกัด


ขณะที่ระยะยาวหุ้นมีปัจจัยการเติบโตจากการ COD โครงการปิโตรเคมี CFP ในเวียดนามตั้งแต่ครึ่งหลังปี 66 รวมทั้งแผน Spin-off SCGC และ SCGD เพื่อเร่งการเติบโต


อย่างไรก็ตาม เชิงกลยุทธ์นักลงทุนอาจทยอยสะสมแบบตั้งรับ เพราะระยะสั้นหุ้นมีโอกาสถูกตลาดปรับลดคาดการณ์กำไรปีนี้ และมี Sentiment ลบ จากการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน หลังผู้ผลิตปรับลดอุปทานแบบสมัครใจเพิ่มเติมช่วงเดือนก.ค. - ส.ค. (บริษัทฯ จะรายงานผลประกอบการวันที่ 26 ก.ค.)


SCGP
ผลงานผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

ขณะที่ SCGP นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” (เดิม “ถือ”) แต่ปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 43 บาท (เดิม 48 บาท) ตามการปรับประมาณการกำไรลง


โดยประเมินกำไรปกติไตรมาส 2/66 ที่ 1.4 พันล้านบาท ลดลง 24%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ดีขึ้น 23%จากไตรมาสแรก โดยกำไรปกติลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานสูง ด้วยผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหา oversupply กระดาษบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนกดดันราคาขาย (39% ของรายได้รวม)


อย่างไรก็ตามคาดการณ์กำไรปกติจะดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสแรก หนุนโดยต้นทุนโดยรวมลดลง ทั้งต้นทุนเศษกระดาษจากการจัดเก็บเศษกระดาษทำได้คล่องตัวขึ้น ต้นทุนถ่านหินทยอยลดลง และต้นทุนขนส่งปรับตัวลงกลับสู่ระดับปกติ ส่งผลให้ core EBITDA margin เพิ่มขึ้นเป็น 14.3% จากไตรมาส 1/66 ที่ 13%


ดังนั้นปรับกำไรปกติปี 2566 ลง 10% เป็น 6 พันล้านบาท แต่ยังเติบโต 5% จากปีก่อน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าครึ่งหลังปี 66 โดยรวมจะอยู่ในทิศทางดีขึ้นต่อเนื่อง หนุนโดยการรับรู้ผลบวกต่อเนื่องจากต้นทุนลดลง โดยเฉพาะต้นทุนเศษกระดาษ ซึ่งมี lagging effect ราว 1 ไตรมาส และความต้องการบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนฟื้นตัวมากขึ้น


ส่วนราคาหุ้น underperform SET -24% ใน 6 เดือน ขณะที่ปรับตัวลงหนักถึง -36%นับจากต้นปี เนื่องจากความกังวลเศรษฐกิจจีนใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าคาด อย่างไรก็ตามมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงสะท้อนปัจจัยลบแล้ว ส่งผลให้ downside เริ่มจำกัด ขณะที่ผลการดำเนินงานโดยรวมผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยครึ่งหลังปี 66 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และครึ่งปีแรกของปี 66


ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

Senior Content Creator

Most Viewed
Sustainability
“การปรับปรุงหลักเกณฑ์” ครั้งนี้… ช่วยเพิ่ม “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ให้ภาคธุรกิจไทย !!!
เมื่อ 16 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“M-MIDSMALL-A” เฟ้นหุ้นไทย “ไซส์กลาง-เล็ก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
เมื่อ อีก 7 ชั่วโมง
Where to put your money
“หุ้นกู้มีปัญหา” 9M26 สุทธิอยู่ที่ 6.6 พันลบ. ไตรมาส4/26 มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ครบกำหนด 1.7 แสนลบ. เป็น “High Yield” เพียง 7% เท่านั้น !!!
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
13 “บลจ.” ปันผลคืนแม่ 1H26 กว่า 5.9 พันลบ. เพิ่มขึ้น +8.55%... 6 “แบงก์แม่” ยิ้มรับปันผลไป 4.2 พันลบ. คิดเป็น 71% ของปันผลทั้งระบบ พบมี 11 “บลจ.” ยัง “ขาดทุนสะสม” อยู่ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us