Official Update :

เปิดรายชื่อ 4 หุ้นเด่นน่าลงทุน รับความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมฟื้น

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญในการดำเนินมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิ.. 66 อยู่ที่ระดับ 94.1 จุด กลับมาเพิ่มขึ้นครึ่งแรกในรอบ 3 เดือน โดยปัจจัยหนุนมาจากการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว


ดังนั้น Wealthy Thai จึงมี 4 หุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนรับธีมการฟื้นตัวของดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมมาฝาก


โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ได้แนะนำหุ้นเด่นน่าลงทุนรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัว ได้แก่ CRC, CPALL, AOT, ERW


สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานของ CRC ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตปี 2566 ของ CRC มาจากการท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยและอิตาลี ผสานกับการขยายสาขาที่จะเร่งขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเปิดในช่วงครึ่งหลังของปี ดังนั้น CRC จึงคาดว่า EBITDA ทั้งปีจะโตตามเป้า 18-20%


ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/66 แม้ธุรกิจเวียดนามจะถูกกดดัน กำลังซื้ออ่อนแอ แต่ด้วยธุรกิจในไทยและอิตาลีที่เติบโตดี นำโดยสินค้าแฟชั่น จะช่วยผลักดันยอดขายเดือนเม.ย.- พ.ค. 66 ให้ยังเติบโตใกล้เคียงเป้าที่ 12%


ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงคาดกำไรปกติไตรมาส 2/66 ของ CRC จะเติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคงมุมมองบวกต่อแนวโน้มกำไรปกติปี 2566 ที่ 8,654 ล้านบาท เติบโต 25% แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 50 บาท และเลือกเป็นหุ้นเด่นของกลุ่มฯ


ถัดมา CPALL ฝ่ายวิจัย ระบุว่า ยังคงมุมมองบวกต่อแนวโน้มครึ่งหลังของปี 2566 คาดกำไรปกติจะเติบโตเด่นทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและจากครึ่งปีแรก เนื่องจากร้านสะดวกซื้อที่ได้อานิสงส์ไฮซีซั่นของธุรกิจท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวจีนที่จะเร่งตัวขึ้น


รวมถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่จะคลี่คลายลง ทั้งจากค่าไฟต่อหน่วยและดอกเบี้ยจ่ายหลังรีไฟแนนซ์เสร็จแล้วในไตรมาส 2/66 คาดต้นทุนปรับลงราว 200 ล้านบาทต่อไตรมาส ดังนั้นจึงคาดว่ากำไรปกติปี 2566 จะเติบโตสูงถึง 29% มาอยู่ที่ 17,079 ล้านบาท เด่นสุดในกลุ่มค้าปลีก แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 68 บาท


ขณะที่ AOT ฝ่ายวิจัยมองหุ้นจะถูกกดดันจากความกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ยังไม่แน่นอน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2566 ที่ 30 ล้านคน เพราะความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองอาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีความเชื่อมั่นลดลง แต่เชื่อว่า Downside risk ต่อราคาเป้าหมายมีไม่มาก และคาดหวังว่าระยะเวลาของความขัดแย้งจะไม่ยาวนาน


โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2566 ที่ 10,054 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 11,088 ล้านบาท ในปีก่อน จึงมองเป็นโอกาส ทยอยสะสม เมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว จึงคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 85.25 บาท


ด้านบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุถึงแนวโน้มไตรมาส 3/66 คาดกำไรปกติที่ 3,700 ล้านบาท เติบโต 92% จากไตรมาสก่อนหน้า และพลิกจากขาดทุนจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหนุนจากการเติบโตของรายได้สัมปทานหลังมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการสิ้นสุดลง คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมที่ 84 บาท


และสุดท้าย ERW บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุ คาดกำไรปกติไตรมาส 2/66 ที่ 95 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนเป็นกำไรจากไตรมาส 2/65 และปรับตัวลง 58% จากไตรมาส 1/66 แต่ถือเป็นกำไรในไตรมาส 2 ที่สูงที่สุดตั้งแต่เปิดกิจการมาแม้จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น โดยมองแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 3/66 ฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังโควิด-19 คลี่คลาย และฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ตาม seasonality


ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยปรับประมาณการปี 2566 เพิ่มขึ้น 19% มาอยู่ที่ 650 ล้านบาท จากขาดทุน 278 ล้านบาท ในปีก่อน สะท้อนผลประกอบการที่ดีในไตรมาส 2/66 โดยเฉพาะการยืน ADR ได้ในระดับสูง รวมถึงฝ่ายวิจัยได้ปรับราคาเป้าหมายมาที่ 5.70 บาท และปรับคำแนะนำขึ้นเป็น ซื้อ


อย่างไรก็ตามถึงแม้ราคาหุ้นอาจผันผวนตามประเด็นการเมือง แต่มองเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้นและไม่กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานระยะกลาง-ยาว ประเมินสามารถซื้อเพื่อตอบรับแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/66 ที่ออกมาดี และกำไรในไตรมาส 3 และ 4 ที่คาดจะเติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า


ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้