Official Update :

3 หุ้นยักษ์ใหญ่ประกาศงบไตรมาส 2/66 PTT กำไร 2 หมื่นลบ. ดิ่งแรง 48% CPALL กำไร 4.4 พันลบ. พุ่ง 47% GULF กำไร 2.8 พันลบ. โต 88%

PTT รายงานไตรมาส 2/66 มีกำไรสุทธิ 20,107 ล้านบาท ลดลง 48.2% หลักๆ มาจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น แถมกลุ่ม ปตท. มีผลขาดทุนจากต๊อกน้ำมันประมาณ 4,000 ล้านบาท ขณะที่ CPALL มีกำไรสุทธิ 4,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% หลังธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่มีรายได้ที่เติบโตดี ส่วน GULF มีกำไรสุทธิ 2,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88% จากเงินบาทอ่อนค่า รวมทั้ง COD ของโรงไฟฟ้า GPD หน่วยที่ 1 และกำไรจาก INTUCH ที่เพิ่มขึ้น


นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/66 มีกำไรสุทธิ 20,107 ล้านบาท ลดลง 18,736 ล้านบาท หรือลดลง 48.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 38,843 ล้านบาท ตาม EBITDA ที่ลดลงแม้ว่ามีกำไรจากตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนและภาษีเงินได้ลดลง ดังนั้นครึ่งแรกปี 66 มีกำไรสุทธิ 47,962 ล้านบาท ลดลง 24.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


โดยไตรมาส 2/66 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ (Non-recurring Items) สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นกำไรประมาณ 20 ล้านบาท โดยหลักจากการรับรู้ส่วนลดจากปริมาณที่ผู้ผ้ลิตส่งได้ไม่ถึงปริมาณตามสัญญา (Shortfall) ของ ปตท. ขณะที่ในไตรมาส 2/65 มีการรับรู้ขาดทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยหลักจากรายการภาษีจากการขายเงินลงทุนใน GPSC ของ TOP สุทธิกับการรับรู้ส่วนลด Shortfall ของ ปตท.


สำหรับไตรมาส 2/66 มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและ ค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 92,625 ล้านบาท ลดลง 49.3% จากในไตรมาส 2/65 โดยหลักๆ มาจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น


ทั้งนี้ธุรกิจการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลงจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันในไตรมาสนี้ ซึ่งกลุ่ม ปตท. มีผลขาดทุนจากต๊อกน้ำมันประมาณ 4,000 ล้านบาท ในขณะที่ไตรมาส 2/65 เป็นกำไรประมาณ 19,000 ล้านบาท รวมทั้งกำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Market GRM) เป็น 4.1 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 21.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน กับน้ำมันดิบปรับลดลง แม้ว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้น


ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีปรับตัวลดลง เนื่องจากกลุ่มโอเลฟินส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบปรับลดลง นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานลดลงตามรายได้จากการขายที่ลดลง กลุ่มธุรกิจอื่นๆ มีผล การดำเนินงานลดลงจากการจำหน่ายธุรกิจถ่านหิน กลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก รวมถึงกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ มีผลการดำเนินงานลดลงเช่นกัน โดยหลักๆ จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อหน่วยที่ลดลง แม้ว่าปริมาณการขายเพิ่มขึ้น


สำหรับกลุ่มธุรกิจ ก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักๆ จากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ที่มีราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงทุกผลิตภัณฑ์ตามราคาปิโตรเคมี ในตลาดที่ใช้อ้างอิง แม้ว่าปริมาณการขายเพิ่มขึ้น รวมถึงธุรกิจท่อส่งก๊าซฯ ที่ลดลงจากการปรบัอตัราค่าผ่านท่อ


CPALL ไตรมาส 2/66 กำไรพุ่ง 47%

นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/66 มีรายได้รวมอยู่ที่ 232,002 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 8.5% โดยมีสาเหตุมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและบริการของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ


สำหรับในไตรมาส 2/66 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 102,481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาสนี้มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน เท่ากับ 83,558 บาท และยอดขายเฉลี่ยของร้านสาขาเดิมเพิ่มขึ้นเท่ากับร้อยละ 7.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดซื้อต่อบิลโดยประมาณ 84 บาท


ขณะที่จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 995 คน ซึ่งลูกค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุมาจากการบริโภคในประเทศเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาสนี้ส่งผลให้การเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จากสถานการณ์ดังกล่าวธุรกิจร้านสะดวกซื้อได้ปรับแผนกลยุทธ์เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยคำนึงถึงการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ


โดยนำเสนอสินค้าใหม่ๆพร้อมกับโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า ประกอบกับรายได้จากการขายสินค้าส่วนเพิ่มผ่านกลยุทธ์ O2O อาทิ 7-Eleven Delivery และ All Online ซึ่งยังคงสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในภาวะปัจจุบันได้เป็นอย่างดีโดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของรายได้จากการขายสินค้ารวม


ด้านธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ธุรกิจแม็คโครและโลตัสส์นั้น มีการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการดีขึ้นเช่นกัน ตามการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การบริโภคภายในประเทศ และการท่องเที่ยว นอกจากนี้กลยุทธ์ O2O ของแต่ละหน่วยธุรกิจยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


ดังนั้นทำให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 4,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่มีรายได้ที่เติบโตดี ส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาดและมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น


ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 66 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 454,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 8,561 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อเป็นหลักตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น


GULF กำไรสุทธิ 2,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88%

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 2,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88% จากชาวงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,531 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐมาอยู่ที่ระดับ 35.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากไตรมาส 1/66 ที่อยู่ที่ระดับ 34.26 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว เป็นเพียงการบันทึกรายการทางบัญชีและไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการของ GULF แต่อย่างใด


ขณะเดียวกันบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 3,556 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,081 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักมาจากการรับรู้ผลการดำเนินงานของโครงการกัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ IPP ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,650 เมกะวัตต์ ภายใต้กลุ่ม IPD


โดยหน่วยที่ 1 กำลังการผลิตติดตั้ง 662.5 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ไปเมื่อวันที่ 31 มี.. 66 โดยรับรู้ Core Profit จำนวน 223 ล้านบาทในไตรมาส 2/66  ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ SPP 12 โครงการภายใต้กลุ่ม GMP ที่มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. เพิ่มขึ้น โดยมี Load Factor ในไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 80% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 78%


รวมถึงมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากการขายไฟฟ้าให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากราคาค่าก๊าซเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลง โดยราคาค่าก๊าซธรรมชาติในไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 406.44 บาทต่อล้านบีทียู ปรับตัวลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 449.15 บาทต่อล้านบีทียู ในขณะที่ค่า Ft เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 0.17 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในไตรมาส 2/65 มาอยู่ที่ 1.12 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในไตรมาส 2/66 


นอกจากนี้ GULF ได้เริ่มรับรู้รายได้และกำไรของกลุ่ม THCOM เข้ามาในงบการเงินรวมตั้งแต่วันที่ 1.. 66 โดยในไตรมาส 2/66 บริษัทรับรู้รายได้ จำนวน 639 ล้านบาท และกำไรจำนวน 116 ล้านบาท สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ภายใต้ GULF1 นั้น ในไตรมาส 2/66 ได้เปิดดำเนินการแล้ว 88 เมกะวัตต์ จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เปิดดำเนินการ 4 เมกะวัตต์ ส่งผลให้รับรู้ Core Profit จำนวน 48 ล้านบาท


ในไตรมาส 2/66 GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน (ส่วนแบ่งกำไร Core Profit) จากบริษัทในเครือทั้งสิ้น จำนวน 2,153 ล้านบาท โตขึ้น 6% จาก 2,035 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่มาจากส่วนแบ่งกำไร Core Profit จาก INTUCH จำนวน 1,352 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของ AIS ประกอบกับรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit ของกลุ่ม GJP จำนวน 579 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากโครงการโรงไฟฟ้า SPP 7 โครงการ ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นจากการขายไฟฟ้าให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่ลดลงและค่า Ft เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น


ในไตรมาส 2/66 GULF ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 โครงการภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul Corporation จำนวน 148 ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไร Core Profit จากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ DIPWP ในประเทศโอมาน จำนวน 139 ล้านบาท โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นจาก 52 MW ในไตรมาส 2/65 เป็นครบทั้งสิ้น 326 MW ในไตรมาส 2/2566 รวมถึงรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จากโครงการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะเพื่อขนถ่ายสินค้าเหลว Thai Tank Terminal จำนวน 59 ล้านบาทในไตรมาสนี้


อย่างไรก็ดี ปัจจัยบวกดังกล่าวถูกชดเชยบางส่วนจากส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเล Borkum Riffgrund 2 (BKR2) ที่ประเทศเยอรมนี ตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ลดลง ซึ่ง GULF ได้จำหน่ายหุ้นในสัดส่วน 25.01% ให้ Keppel Group ในเดือนธันวาคม 2565 นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ PTTNGD ลดลง เนื่องจากราคาน้ำมันเตาลดลงในอัตราที่สูงกว่าราคาค่าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งรายได้ของโครงการดังกล่าวจะผูกกับราคาน้ำมันเตา ในขณะที่ต้นทุนจะขึ้นอยู่กับราคาค่าก๊าซธรรมชาติ ประกอบกับส่วนขาดทุนจากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติ Henry Hub ที่ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 1.99 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู ในไตรมาสนี้


ทั้งนี้ GULF มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 2/2566 เท่ากับ 8,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับ 7,174 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565


ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 GULF มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) อยู่ที่ 1.76 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.56 เท่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากจำนวนหนี้สินระยะยาวที่เพิ่มขึ้นจากการออกและจำหน่ายหุ้นกู้จำนวน 20,000 ล้านบาท ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประกอบกับมีการเบิกเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเพื่อลงทุนในโครงการ GPD


ส่วนภาพรวมผลประกอบการปี 2566 คาดว่ารายได้รวมจะเติบโตขึ้นประมาณ 50% ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จากการเปิดดำเนินการของโครงการของ GULF ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ซึ่งยังคงดำเนินไปตามแผน โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Mekong ที่ประเทศเวียดนามได้เปิดดำเนินการครบทั้งสิ้น 128 MW เป็นที่เรียบร้อยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 อีกทั้งโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ GPD หน่วยที่ 2  ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 662.5 MW มีกำหนดเปิดดำเนินการในวันที่ 1.. 66 และโครงการ Solar Rooftop ภายใต้ GULF1 มีกำหนดจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 40-50 MW ภายในปีนี้ รวมเป็น 130-140 MW


ขณะที่แนวโน้มค่าก๊าซธรรมชาติที่ลดลง จะส่งผลให้กำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ดีขึ้น ในส่วนของธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยภายใต้ Gulf Binance นั้น GULF ได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกิจนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อย และมีกำหนดเปิดให้บริการภายในสิ้นปีนี้


สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของ GULF ที่อยู่ระหว่างการพัฒนายังมีความคืบหน้าตามแผน ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ที่จะถมทะเลแล้วเสร็จในปี 2567 โดยมีแผนจะเริ่มก่อสร้างสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG terminal) ต่อทันที และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง M6 และ M81 ที่จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2568 รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งมีกำหนดจะเปิดดำเนินการตามแผน ในส่วนของธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ภายใต้ธุรกิจดิจิทัล คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายนปีนี้ โดยมีกำหนดจะเปิดให้บริการในปี 2568


ทั้งนี้ GULF ยังคงมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยคาร์บอนต่อหนึ่งหน่วยของการผลิต (Carbon Intensity) ให้ได้ 25% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐานปี 2562 และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ไม่น้อยกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2578 โดยกลุ่ม GULF อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ซึ่งรวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม


ในขณะเดียวกัน GULF ยังมีแผนการในการขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ เช่น ยุโรป อังกฤษ อเมริกา และเวียดนาม ทั้งในรูปแบบการลงทุนใหม่ (Greenfield) และการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ทั้งนี้ GULF เชื่อมั่นว่าแนวทางการดำเนินงานอย่างยั่งยืนของบริษัทและการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องจะสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

Most Viewed
Fun of Funds
“ES-GTECHSSF” คัดเน้นๆ “หุ้นเทคฯ โลก”... พร้อมโตตาม “โลกยุคดิจิทัล” สร้าง “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว!!!
เมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“วางแผนมรดก” อย่างไร...ให้คนข้างหลัง “ไม่ต้องทะเลาะกัน” !!!
เมื่อ อีก 12 ชั่วโมง
Sustainability
แสดงความคิดเห็นได้จนถึงวันที่ 6 ก.ย. 69...ที่เว็บไซต์ “ก.ล.ต.” !!!
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Fund Move
AIMIRT โชว์ผลงานไตรมาส 2/2569 แข็งแกร่ง รายได้โต 12% พร้อมจ่ายปันผล 0.2050 บาทต่อหน่วย
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“Gold Fund” ปีนี้ ทรงตัวตาม “ทองโลก” ติดลบเฉลี่ย -0.72%... ส่วน “Silver Fund” บวกเล็กน้อยเฉลี่ย +2.03% เป้า “ทองคำ” ปีนี้ 4,600 – 6,300 ดอลล์ ส่วน “Silver” 70 – 85 ดอลล์ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us