Official Update :

CPALL เชื่อหากตั้งรัฐบาลได้เร็ว อาจมีนโยบายกระตุ้นการบริโภค หนุนยอดขาย 7-Eleven เพิ่มขึ้น

CPALL คาดครึ่งปีหลัง SSSG โตใกล้เคียงครึ่งปีแรกที่ระดับ 8% รับการบริโภคภายในประเทศฟื้น-การจัดตั้งรัฐบาลชัดเจน พร้อมรุกขยายสาขาต่อเนื่อง มั่นใจสิ้นปีครบ 700 สาขาตามแผน ส่วนลาวเล็งเปิดสาขาแรกเดือนก.. นี้


นางสาวจิราพรรณ ทองตัน หัวหน้านักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เปิดเผยว่า แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทเชื่อว่าภาพรวมการบริโภคในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่องทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากการดำเนินชีวิตของประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น จะช่วยผลักดันจำนวนคนเข้าร้าน 7-Eleven ให้สูงขึ้น


โดยคาดว่าจำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน 7-Eleven จะยืนอยู่ที่ระดับ 980 คนต่อร้านต่อวัน รวมถึงบริษัทจะพยายามรักษาระดับยอดขายในสาขาเดิม (SSSG) ให้ใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีแรกที่ประมาณ 8% อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 บริษัทคาดว่า SSSG จะเติบโตไม่ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3-4% 


ทั้งนี้ หากการเมืองในประเทศมีความชัดเจน สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว อาจมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศจากรัฐบาลชุดใหม่ออกมา ซึ่งบริษัทน่าจะได้รับผลบวกจากส่วนนี้ด้วย ช่วยสนับสนุนให้ยอดขายร้าน 7-Eleven ปรับตัวดีขึ้น


สำหรับการขยายสาขา 7-Eleven บริษัทยังคงเป้าขยายสาขาในประเทศ 700 สาขา โดยครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 377 สาขา ส่งผลให้ปัจจุบันมีสาขารวม 14,215 สาขา โดยครึ่งปีหลังบริษัทมั่นใจจะสามารถขยายสาขา 7-Eleven ได้ตามแผน ส่งผลให้สิ้นปี 2566 จะมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 14,538 สาขา


ส่วนแผนขยายสาขาต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทได้สิทธิการบริหารจัดการ 2 ประเทศ คือ กัมพูชา และลาว โดยกัมพูชาครึ่งแรกเปิดไปแล้ว 66 สาขา ขณะที่ลาวคาดว่าจะดำเนินการเปิดสาขาแรกได้ในเดือนก.. 66 ส่วนสาขาถัดไปยังอยู่ระหว่างการพิจารณา


ด้านงบลงทุน บริษัทคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 12,000 – 13,000 ล้านบาท แบ่งเป็น งบในการขยายสาขาใหม่จำนวน 3,800 - 4,000 ล้านบาทงบสำหรับปรับปรุงสาขาเดิม จำนวน 2,900 - 3,500 ล้านบาทงบสำหรับโครงการใหม่ บริษัทย่อย และศูนย์กระจายสินค้าจำนวน 4,000 - 4,100 ล้านบาท และสินทรัพย์ถาวร รวมถึงระบบสารสนเทศจำนวน 1,300 - 1,400 ล้านบาท


นอกจากนี้ บริษัทจะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดใน 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 42,000 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของ CPALL ประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีแผนโรลโอเวอร์ (Rollover) ในไตรมาส 4/66 ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 12,000 ล้านบาท เป็นของ CPAXT ซึ่งมีแผนจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในช่วงไตรมาส 3/66


อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถบริหารจัดการตุ้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ปัจจุบันต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับไม่ถึง 4%

ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้