ส่องปัจจัยพื้นฐาน 10 หุ้นตัวตึง! อิงกระแสการเมืองพรรคเพื่อไทย-ภูมิใจไทย
ปัจจัยการเมืองในประเทศ ต้องยอมรับว่ามีผลต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องกรณีเสนอชื่อนายพิธาโหวตนายกฯซ้ำ ทำให้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า การโหวตหลังจากนี้ ยังยึดมติสภาฯ ตามเดิม คือ ไม่สามารถโหวตชื่อซ้ำได้
โดยลำดับถัดไป ติดตามการการโหวตนายก ฯ วันที่ 22 ส.ค. ซึ่งพรรคเพื่อไทยยังยืนยันเสนอชื่อ นายเศรษฐา แม้ว่าจะมีเสียงต้าน จาก ส.ว. บางส่วน
ทั้งนี้ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน คาดว่า SET INDEX จะตอบรับเชิงบวก โดยเฉพาะ Domestic play เช่น ธนาคารพาณิชย์ ค้าปลีก สินค้าอุปโภค บริโภค และสื่อสาร จะแกว่ง Sideway Up ขึ้นไปรอความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล โดยถ้าหากรวมเสียงได้ 250 เสียงขึ้นไปคาดว่าจะทำให้ Upside ของ SET INDEX เปิดกว้างมากขึ้น (ประเมินกรอบการฟื้นตัวเบื้องต้น 1,535-1,540 จุด)
นอกจากนี้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ยังได้รวบรวมรายชื่อหุ้นอิงกับกระแสการเมือง ประกอบด้วย ADVANC, INTUCH, SIRI, THCOM, SC, PR9, XPG, GULF, STEC และ PTG ซึ่งหุ้นเหล่านี้จะมีปัจจัยพื้นฐานน่าสนใจแค่ไหน Wealthy Thai หาคำตอบให้นักลงทุนแล้ว
ADVANC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 250 บาท ยังคงเลือก ADVANC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 250 บาท เพราะมองว่าบริษัทกำลังเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตของกำไรรอบใหม่จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นตาม ARPU ที่สูงขึ้นเพราะการแข่งขันลดลง นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของ ADVANC ยังอยู่ในเกณฑ์ดีที่ 3.8% ในปีนี้ และมีแนวโน้มจะขยับสูงขึ้นอีก
โดยกำไรจากธุรกิจหลักในงวดครึ่งปีแรก คิดเป็น 49% ของประมาณการกำไรเต็มปี ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่เห็นสัญญาณว่าการแข่งขันในตลาดจะกลับมาเข้มข้นขึ้นอีก จึงคาดว่าโมเมนตัมของกำไรจะยังเป็นบวกต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 66 ดังนั้นจึงยังคงประมาณการกำไรปีนี้เอาไว้เท่าเดิมที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% จากปีก่อน
ต่อกันที่ INTUCH นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2566 ขึ้นเป็น 1.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 7.4% จากปีก่อน หลักๆ มาจากการปรับเพิ่มสมมติฐานกำไรปกติของ ADVANC ที่ปรับเพิ่มขึ้นก่อนหน้า
ทั้งนี้ปรับเพิ่มมูลค่าเหมาะสมของ INTUCH ณ สิ้นปี 2566 ขึ้นเป็น 81.25 บาทต่อหุ้น คงคำแนะนำ “TRADING” แม้ Upside ไม่สูง แต่เงินปันผลคาดหวังในระดับสูง และ ประมาณการยังมีโอกาสถูกปรับเพิ่ม หากการแข่งขันในธุรกิจมือถือยังลดลงต่อเนื่อง ในระยะถัดไป
SIRI นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ขึ้น 10% เป็น 5.6 พันล้านบาท เติบโต 31%จากปีก่อน เนื่องจาก จากกำไรพิเศษใน ไตรมาส 2/66 ส่วนกำไรปกติยังคงประมาณการที่ 4.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%จากปีก่อน
สำหรับครึ่งหลังปีนี้จะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากฐานสูง เนื่องจากมีการโอนกระจุกตัวมากในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จะดีขึ้นจากครึ่งปีแรกต่อเนื่องตามการส่งมอบ backlog โครงการแนวราบมากขึ้น ซึ่งมี GPM สูง รวมทั้งจะมีการรับรู้รายได้จากการเปิดโครงการแนวราบและคอนโดใหม่เริ่มโอนมากขึ้น
ดังนั้นแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 2.20 บาทจากปัจจัยด้านผลการดำเนินงานปกติปีนี้ที่จะเติบโตดีทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และมีโอกาส upside จากแผนธุรกิจเชิงรุก ที่จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านตลาดบนที่ยังได้รับการตอบรับที่ดี
THCOM นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คงแนะนำ “ซื้อ” ระยะสั้น ราคาเป้าหมาย 18.90 บาท เนื่องจากหุ้นตอบสนองเชิงบวกไปบ้างแล้วกับการปิด Presale ดาวเทียมดวงใหญ่ได้สำเร็จ 50% ของ Capacity ทำให้อาจมีช่วงของการพักตัวรอความคืบหน้าของการจัดตั้งรัฐบาล
แต่ระยะยาวหุ้นยังน่าสนใจโดยความคืบหน้าของการปิดลูกค้ารายใหม่ต่อจากนี้จะหมายถึงกำไรส่วนเพิ่มที่ตลาดจะใส่ลงในประมาณการของ THCOM ในระยะยาว ยังคงสมมติฐานระยะยาว THCOM มีศักยภาพทำกำไรระดับ 1.5-2.0 พันล้าน บาทต่อปีไม่ยาก อิงสมมติฐาน THCOM ยิงดาวเทียมดวงใหม่ทั้งสามดวงและเติมลูกค้าประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ประมาณการกำไรปกติทั้งปี 2566 ที่ 426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 261% จากปีกอ่น แต่ประมาณการมีโอกาสมี Downside Risk เล็กน้อยหาก ครึ่งหลังของปี 66 THCOM ไม่สามารถปิดลูกค้ามาใช้งานดาวเทียมดวงเดิมได้เพิ่มเติม
SC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 5 บาท ถึงแม้อสังหาฯ กลุ่ม low-rise เห็นสัญญาณชะลอลงมากกว่าคาด แต่โดยรวมยอดขาย / ยอดโอนกลุ่ม low-rise ตลาดกลาง-บน ลดลงน้อยกว่า กลุ่มอื่น ในขณะที่ SC มีแผนธุรกิจที่ aggressive ในช่วง3 ปีข้างหน้าทั้ง residential สะท้อนการแย่ง market share ทำได้ต่อเนื่องและการขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ ทำให้คาดจะมีการเติบโตต่อเนื่อง
โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/66 ยังดีและเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน มีโอกาสทรงตัวในระดับสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามแผนเปิดโครงการใหม่ในไตรมาส 3 ที่ราว 8.7 พันล้านบาท โดยทั้งหมดเป็นกลุ่ม low-rise ที่บางส่วนสามารถโอนได้ในระหว่าง ไตรมาส ในขณะที่ condo ยังมี backlog รอโอนอยู่บางส่วน
ดังนั้นประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ที่ 2.61 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน อาจมี downside เล็กน้อย จาก สถานการณ์ presale กลุ่ม low-rise ในครึ่งปีแรก ต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตามหากการระบาย stock condo ทำได้ดีขึ้น อาจช่วยจำกัด downside ได้
PR9 นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองแนวโน้มในครึ่งหลังปี 66 คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากจะเข้า high season ของอุตสาหกรรมโรงพยาบาลในไตรมาส 3 ซึ่งมีโรคตามฤดูกาล และคาดจะพลิก กลับมาเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการเติบโตของคนไข้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ที่ 551 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีก่อน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 22.70 บาท
GULF นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีความเห็นว่า เบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 3/66 กลับมาเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนอีกครั้ง หลังได้แรงหนุนจาก 1. การรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
2.ผลประกอบการของโรงไฟฟ้า Jackson ที่มีโอกาสพลิกเป็นกำไรหลังได้อานิสงส์จากการเกิดคลื่นความร้อนในสหรัฐฯ และ ปัจจัยฤดูกาล (เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนในสหรัฐฯ ทำให้ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น)
และ 3. ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง (ผลจากปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าว ไทยที่ฟื้นตัว) จะหนุนการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นของโรงไฟฟ้า SPP โดยคงประมาณการกำไรปี 2566 ที่ 14,688 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อน แนะนำ “TRADING”ราคาเป้าหมาย 54.50 บาท
STEC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ยังคงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายใหม่ 12.80 บาท (เดิม 13.00 บาท) เบื้องต้นในไตรมาส 3/66 คาดกำไรฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากฐานอัตรากำไร ขั้นต้น (GM) ที่เพิ่มข้นจากฐานต่ำทั้งในช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อน แม้จะไม่มีปันผล จาก GULF เหมือนในไตรมาส 2/66
อย่างไรก็ตามจากผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดมาก จึงได้ปรับประมาณการกำไรหลักทั้งปีนี้ลง 27% เป็น 699 ล้านบาท ลดลง 16%จากปีก่อน โดยปรับลดสมมติฐานรายได้ลง (สะท้อนโครงการอู่ตะเภาที่คาดว่าไม่ทันปีนี้) และอัตรากำไรขั้นต้น (สะท้อนไตรมาส 2/66 ที่ออกมาต่ำ)
PTG นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คงแนะนำ Trading Buy ราคาเป้าหมาย 13.50 บาท โดยราคาหุ้นที่ลงมามากก่อนหน้าน่าจะสะท้อน negative surprise งบไตรมาส 2 รวมถึงแรงกดดันจากค่าแรงขั้นต่ำที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตไปมากแล้ว ทั้งนี้ยังคงแนะนำ wait and see จนกว่าสถานการณ์ด้านค่าการตลาดน้ำมันจะดีขึ้น ค่อยเป็นโอกาสสะสมอีกครั้ง ซึ่งให้น้ำหนักในช่วงไตรมาส 4/66 มีโอกาสดีขึ้น
อย่างไรก็ตามคงประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ที่ 1.01 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%จากปีก่อน เติบโตต่ำโดยแรงกดดันจากค่า การตลาดที่ต่ำและ SG&A expenses ที่เร่งตัวขึ้น เป็นตัวกดดันหลัก
ปิดท้ายที่ XPG ปัจจุบันยังไม่มีการประเมินปัจจัยพื้นฐานจากนักวิเคราะห์

