Official Update :

สำรวจพื้นฐาน 7 หุ้นบิ๊กแคป SET 50 มีโอกาสถูกทำ “วินโดว์ เดรสซิ่ง”

ในช่วงสัปดาห์ก็ถือเป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนและเป็นสัปดาห์สุดท้ายของไตรมาส 3/66 ซึ่งหนึ่งปัจจัยที่จะเป็นบวกต่อตลาดหุ้น อย่าง การทำวินโดว์ เดรสซิ่ง (Window Dressing) ซึ่งเป็นการดันราคาหุ้นในพอร์ตของนักลงทุนสถาบันและกองทุนรวมเพื่อให้ผลการดำเนินงานออกมาดูดี


แต่สำหรับปัจจัยดังกล่าวจะมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดและมีหุ้นตัวใดที่มีโอกาสจะถูกทำวินโดว์ เดรสซิ่ง ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงได้ทำการหยิบยกมุมมองและคำแนะนำการลงทุนที่สนใจจากนักวิเคราะห์มาแบ่งปันกันในครั้งนี้


โดยบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า การทำ Window Dressing จะถูกคัดเลือกเป็นตัวๆโดยหากอ้างอิงจากสถิติช่วง 10 ปีย้อนหลัง พบว่าการเคลื่อนไหวของ SET50 ในสัปดาห์สุดท้ายของไตรมาส 3 ถือว่าไม่ชัดเจนนัก เพราะความน่าจะเป็นในการให้ผลตอบแทนเป็นบวกและลบใกล้เคียงกัน


อีกทั้งถ้าพิจารณาผลตอบแทนของ SET50 ตั้งแต่ต้นไตรมาส 3/66 ถึงปัจจุบัน ยังบวกกว่า 1.6% ทำให้ความจำเป็นในการทำ Window Dressing รอบนี้จึงน้อยลง


แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่หลายตัว ที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นไตรมาส 3/66 ถึงปัจจุบัน ยังเป็นลบซึ่งคาดว่ามีโอกาสถูกทำ Window Dressing ได้ในสัปดาห์นี้ เช่น AOT -2%, CPALL -2%, BDMS -5%, SCC -4%, SCB -3%, KTB -3% และ MINT -8% เป็นต้น


สำหรับพื้นฐานและราคาเป้าหมายหุ้นรายตัว ทางเราก็ได้ทำการรวบรวมตั้งแต่ AOT บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 84 บาท แม้ว่าราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาด แต่ยังปรับตัวตามหลังหุ้นอื่นๆในกลุ่มท่องเที่ยว จึงมองเป็นโอกาสที่ยังเข้าลงทุนได้


ขณะที่ปัจจัยพื้นฐาน จากมาตรการยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจากจีนและคาซัคสถาน จะช่วยผลักดันภาคการท่องเที่ยวไทย ทำให้ AOT ได้รับประโยชน์โดยตรงจากจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นและหนุนให้กําไรแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในไตรมาส 4/66 (ก.ค.-ก.ย. 2566) และไตรมาส 1/67 (ต.ค.-ธ.ค. 2566) โดยคาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวกลับมามีกําไรที่ 9.6 พันล้านบาท ในปี 2566 และจะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2567


ด้าน CPALL บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ปรับประมาณการกำไร 2566มาอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 25% จากปีก่อน โดยช่วงที่เหลือของปีได้แรงหนุนจากแรงกดดันเรื่องค่าใช้จ่ายลดลงและกำไรที่ดีขึ้นหลังจากหมดหน้าฝน


พร้อมกันนี้ CPAXT จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่องของธุรกิจค้าปลีก ทั้งรายได้ค่าเช่าและแรงหนุนจากกำลังซื้อที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังปี 66 หลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ ซึ่งจะเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก ดังนั้น จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 80 บาท


ต่อมา BDMS บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ได้ประมาณการกำไรปี 2566 ที่ 1.33 หมื่นล้านบาท  เติบโต 6% จากปีก่อนหน้า จากการเติบโตของรายได้และมีผลบวก Economics of scale ของการใช้บริการเพิ่มขึ้น ทำให้อัตรากำไรมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง


ทั้งนี้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 36 บาท โดย BDMS ยังคงน่าสนใจ จากการให้บริการทางการแพทย์ของ BDMS อยู่ในช่วงขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทำให้เป็นผลบวกต่อ Economies of scale ของการใช้บริการเพิ่มขึ้น, มีความพร้อมด้าน Capacity และเครือข่าย รพ.ครอบคลุมทั่วประเทศ และมี Ecosystem ของการให้บริการทางการแพทย์รองรับการเติบโตระยะยาว


ถัดมาเป็น SCC บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดกำไรครึ่งปีหลังปี 66 จะฟื้นตัวจากครึ่งปีแรกปี 66 และครึ่งหลังปี 65  หลังธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ต้นทุนถ่านหินลดลง ขณะที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เข้าช่วงไฮซีซั่นของฤดูกาลผลิตและเกษตรกรรม  ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ได้แรงหนุนจากทั้งยอดขายที่เติบโตและมาร์จิ้นที่ขยายตัว จึงคาดกำไรทั้งปีที่ 2.64 หมื่นล้านบาท เติบโต 24% จากปีก่อนหน้า


สำหรับระดับราคาหุ้นที่ซื้อขายในปัจจุบันอยู่ในระดับค่อนข้างถูก หลังจากรับรู้ข่าวลบและสะท้อนการคาดหวังที่ต่ำไปมากแล้ว จึงมองราคาหุ้นมีโอกาสที่จะเกิดดาวน์ไซต์ไม่มากแล้ว แต่ก็มีอัพไซด์เพียง 5% เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายที่ 340 บาท จึงให้คำแนะนำ “ถือ”


ต่อมา SCB บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินกําไรปี 2566 ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 12% จากปีก่อนหน้า ตามการเติบโตของรายได้รวม ขณะที่ ECL ทั้งปีจะอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็น Credit cost ที่ 1.87% ผลจากการตั้ง ECL ให้กับลูกหนี้รายใหญ่ที่เป็นข่าวช่วงที่ผ่านมา


ทั้งนี้ จากราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาแรงก่อนหน้า จึงให้คําแนะนํา “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 132 บาท เนื่องจากราคาหุ้น SCB ยังปรับขึ้นช้ากว่าธนาคารพาณิชย์รายใหญ่อื่นๆ ประกอบกับมูลค่าหุ้นที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยบริษัทในอดีต และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 6.5% ต่อปี ซึ่งสูงสุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ จึงมองว่ายังน่าสนใจ


ถัดมาที่ KTB บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ได้ประมาณการกำไรในปี 2566 ที่ 4.02 หมื่นล้านบาท เติบโต 19% จากปีก่อนหน้า ตามการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อปี 66 ที่ระดับ 3-5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ NIM ยังคงปรับตัวขึ้นต่อในไตรมาส 3/66 จากการปรับขึ้นนโยบายอัตราดอกเบี้ย


พร้อมกันนี้ ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 25 บาท KTB มีโอกาสสร้างรายได้จากการพัฒนา Application เป๋าตัง และ Krungthai  NEXT โดยให้น้ำหนักการได้ประโยชน์ในระยะกลางถึงยาวที่จะเห็น Data Analysis และ Cross-selling  พร้อมทั้งคุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่ง จากพอร์ตส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ


สุดท้าย MINT บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประมาณการกำไรปี 2566 ที่ 7.2พันล้านบาท  เติบโต 258% จากปีก่อนหน้า รับปัจจัยหนุนจากโรงแรมในยุโรปที่ฟื้นตัวดี และ ADR ที่สูงกว่าระดับ Pre  COVID-19 สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้


ดังนั้น จึงให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 46 บาท สำหรับการลงทุนระยะยาว มองว่าราคาหุ้นที่ผ่านมายังค่อนข้างlaggard และยังไม่ได้ตอบรับฐานกำไรในปีนี้ที่คาดเติบโตดีและกลับมาสูงกว่าระดับ Pre COVID-19 แล้ว ขณะเดียวกันมูลค่าหุ้นที่ซื้อขายในปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าสนใจ


กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม

Most Viewed
Fun of Funds
“ES-GTECHSSF” คัดเน้นๆ “หุ้นเทคฯ โลก”... พร้อมโตตาม “โลกยุคดิจิทัล” สร้าง “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว!!!
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“วางแผนมรดก” อย่างไร...ให้คนข้างหลัง “ไม่ต้องทะเลาะกัน” !!!
เมื่อ อีก 16 ชั่วโมง
Where to put your money
“การบริหารเงินสด”...หัวใจสำคัญของการบริหารธุรกิจ “อย่างยั่งยืน” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Sustainability
แสดงความคิดเห็นได้จนถึงวันที่ 6 ก.ย. 69...ที่เว็บไซต์ “ก.ล.ต.” !!!
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“Gold Fund” ปีนี้ ทรงตัวตาม “ทองโลก” ติดลบเฉลี่ย -0.72%... ส่วน “Silver Fund” บวกเล็กน้อยเฉลี่ย +2.03% เป้า “ทองคำ” ปีนี้ 4,600 – 6,300 ดอลล์ ส่วน “Silver” 70 – 85 ดอลล์ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us