Official Update :

5 หุ้นใหญ่ SET50 ใครมีอัตรากำไรสูงสุด

การดำเนินธุรกิจ หากมีความสามารถในการทำกำไร หรือที่เรียกว่าอัตรากำไรสุทธิ อยู่ในระดับสูง หากมองในแง่ของตลาดทุนถือว่าธุรกิจนั้นมีความน่าสนใจอย่างมาก แต่จะมีสักกี่บริษัทที่สามารถรักษาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะในแต่ละปีมีปัญหารุมเร้าเข้ามามากมาย อย่างเช่น ล่าสุดก็คงหนีไม่พ้นการระบาดของ COVID-19 ที่ได้แต่ภาวะนาให้จบเสียที


อย่างไรก็ตามในครั้งนี้ ทีมข่าว Wealthy Thai ได้หยิบยกสถิติของรอบผลประกอบการปี 2563 ในประเด็นบริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรสุดสุด 5 อันดับแรกในดัชนี SET50 และนับจากนี้ทั้ง 5 บริษัทที่จะพูดถึงจะยังมีความน่าสนใจหรือไม่ ไปดูกันเลย

 

INTUCH หรือ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ เทคโนโลยี และดิจิทัล โดยการถือหุ้นและเข้าไปบริหารงาน (Holding Company) การลงทุนของอินทัช สามารถจำแนกออกเป็น 3 สายธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย ธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ และธุรกิจอื่นๆ ถือเป็นหุ้นที่มีอัตรากำไรสุทธิสูงสุดใน ดัชนี SET50 ของรอบงบปี 2563


INTUCH กำไรสุทธิปี 63 ที่ 11,047.65 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.31% จากปี 62 ที่มีกำไร 11,083.01 บาท โดยกำไรสุทธิที่ลดลง เป็นผลมาจากการรับรู้กำไรจาก ADVANC ลดลง 10%   เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จากผลกระทบของโรคโควิด 19 การแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้าสูงขึ้น รวมทั้งรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวหดตัวลง ขณะที่ ADVANC ยังคงลงทุนต่อเนื่อง  ส่วน THCOM มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยพลิกจากขาดทุน 926 ล้านบาท มาเป็นกำไร 211 ล้านบาท เนื่องจากในปี 62 THCOM มีการบันทึกการด้อยค่าสินทรัพย์ดาวเทียม  ขณะที่ปี 63 รับรู้รายได้จากเงินชดเชย


อย่างไรก็ตาม INTUCH มีอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 70.46% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 แต่มีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ 30.4% ลดลงจากปีก่อน สวนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ เนื่องจากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ `ถือ` ราคาเป้าหมายที่ 66.00 บาท โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2564-65 ของ INTUCH เอาไว้เท่าเดิม ซึ่งปี 2564 คาดที่ 1.03 หมื่นล้านบาท (-7% YoY) และปี 2565 คาด 1.06 หมื่นล้านบาท (+3% YoY)


ทั้งนี้คิดว่ากำไรที่จะลดลงในปี 2564 จะเป็นเพราะส่วนแบ่งกำไรของ ADVANC ลดลงเนื่องจาก COVID-19 ที่กลับมาระบาดระลอกใหม่ฉุดการเติบโตของรายได้ในขณะที่บริษัทเริ่มรับรู้ต้นทุนจากใบอนุญาตใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 1/64 เป็นต้นไป ส่วนการเติบโตในปี 2565 จะมาจากกำไรของ ADVANC กลับมาโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ



SAWAD
กำไรสุทธิยังเติบโตต่อ

ต่อมาอันดับ 2 อย่าง SAWAD หรือ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายย่อย ภายใต้เครื่องหมายบริการ "ศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ" ล่าสุดแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า  บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นใน  บริษัท เอส ลีสซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ เพิ่มอีก  85% ของทุนจดทะเบียน มูลค่าเงินลงทุน 42.50 ล้านบาท ส่งผลให้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 90% จากเดิม 5%


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คงคำแนะนำ ซื้อ และปรับราคาพื้นฐานเป็น 98 บาท โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 64 จะเติบโต +18.1% ซึ่งมาจากสินเชื่อ +19.2%, รายได้ค่าธรรมเนียม+23%, C/I ratio 45.2% แต่ Spread ลดลงเป็น 14.6% (จาก 15.8% ในปี 63) และตั้งสำรองฯ เพิ่มเป็น 119bps(จาก 78bps ในปี 63)



MTC ไตรมาส 1-2 ยังแข็งแกร่ง

ขณะที่อันดับ 3 MTC หรือ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อส่วนบุคคล ล่าสุดนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บอกว่า เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 77 บาท รับการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 1-2/64


เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของบริษัทใน ไตรมาส 1 และ 2/64 หนุนโดยเครือข่ายจุดขายที่ใหญ่ที่สุดทั่วประเทศ, การควบคุม OPEX ที่ดี และปัจจัยหนุนกำไรตัวใหม่จากสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ใหม่ สำหรับภาพกำไรระยะสั้นเราประเมินกำไรไตรมาส 1/64 ที่ 1.5 พันล้านบาท เติบโต 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนโดยการเติบโตของสินเชื่อ (ขยายสาขา) และ cost/income ที่ลดลง (จำนวนพนักงานต่อสาขาลดลง) แม้ว่าดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ถูกปรับลงไปที่ 18% สำหรับปี 64 (15% สำหรับ ไตรมาส 2/64) เรายังคงประเมินกำไร 64 เติบโต 18%



VGI
สื่อจะกลับมาฟื้นตัวได้ดี

ส่วนอันดับ 4 VGI หรือ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจสื่อโฆษณาน ธุรกิจบริการชำระเงิน และธุรกิจโลจิสติกส์ ล่าสุด นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาพื้นฐานใหม่ที่ปรับลงเป็น 7.48 บาท ตามการลดประมาณการปี 64/65


VGI มีข้อดีคือ มีสื่อนอกบ้านและสื่อดิจิตัลในมือที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ดี ยามภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว และขยายธุรกิจตามเส้นทางรถไฟฟ้าของบริษัทแม่คือ BTS ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งจากฐานะการเงินที่แข็งแกร่งทำให้มีโอกาสจะทำดีล M&A หรือ ร่วมทุนกับธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในอนาคต


อย่างไรก็ตามปรับคาดการณ์กำไรปี 64/65 ลง แต่ยังฟื้นตัวดีจากงวดปีก่อน โดยได้มีการปรับกำไรหลักปี 64/65 (สิ้นสุด มี.ค.65) ลงในอัตรา 32% เป็น 801 ล้านบาท จากเดิมที่ 1,179 ล้านบาท สมมุติฐานที่เปลี่ยนไปคือ 1.อัตรากำไรขั้นต้นเป็น 45% จากเดิมที่ 49% และ 2.กำไรตามส่วนได้เสียจากบริษัทร่วมปรับลดลงเป็น 157 ล้านบาท จากเดิมที่ 284 ล้านบาท


ทั้งนี้สถานการณ์ MACO ที่ต่างประเทศคือ มาเลเซียและอินโดนีเซียยังได้รับผลลบจากโควิด 19 KEX มีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น แต่บริษัทเน้นคุณภาพการให้บริการ และไม่ใช้กลยุทธ์การตัดราคา ส่วน RLP (Rabbit Line Pay) ยังเป็นขาดทุน มีการลงค่าใช้จ่ายการตลาดเพิ่ม แต่กลับมาเจอโควิด 19 รอบ 3 แต่คาดการณ์กำไรปี 64/65 มีภาพฟื้นตัวดี เทียบกับเทียบกับงวดปีก่อน



EA
ใน 5 ปีข้างหน้าจะยังแข็งแกร่ง

และสุดท้ายอันดับ 5 คือ บริษัทที่กำลังจะขยายไปสู่พลังงานแห่งอนาคตอย่าง EA หรือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) โดยล่าสุด นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เริ่มต้นวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 72 บาท


ทั้งนี้คาดว่าการเติบโตของกำไรสุทธิในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะแข็งแกร่งเติบโตราว 14% ต่อปี, รายได้จากธุรกิจแบตเตอรี่ช่วยหนุนตั้งแต่ ไตรมาส 2/64 เป็นต้นไป และมีโอกาสสูงที่ EA จะชนะการประมูลรถบัสไฟฟ้าจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ รวมทั้งอุปสงค์แบตเตอรี่และรถยนต์ EV มีแนวโน้มเติบโตสูงในระยะยาว ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตแบตเตอรี่เฟสที่สองอีก 49 Gwh และมีสายการผลิตรถยนต์ EV ในอนาคต


โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 63-68 เติบโตเฉลี่ย +14% ต่อปี ปัจจัยหนุน คือ 1.ค่า Ft ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันปรับขึ้นในปี 64, 2.อุปสงค์น้ำมัน B100 ที่แข็งแกร่ง หลังจากที่รัฐบาลปรับให้มีน้ำมันดีเซล B100 จากเดิมที่มี B7 และ B10 และ 3. รายได้จากธุรกิจแบตเตอรี่เฟสที่ 1 เข้ามา โดยมีกำลังการผลิต 1Gwh โดยจะ COD ใน ไตรมาส 2/64  และเริ่มขายให้กับรถบัสไฟฟ้าใน ไตรมาส 3/64


ทั้งนี้มีสมมติฐานว่าบริษัทมีโครงการพลังงานหมุนเวียน 664MW, มียอดขายไบโอดีเซล 8 แสนลิตรต่อวัน, มีโรงงานประกอบรถบัสไฟฟ้า, มีสถานีชาร์ตแบตเตอรี่และมีโรงงานแบตเตอรี่ขนาด 50Gwh แต่ในกรณีแย่ที่สุด คือ ถ้าบริษัทไมได้ขยายกำลังการผลิตแบตเตอรี่เฟสที่สอง และค่า Adder โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์หมดลงจะทำให้EBITDA ในปี 2573 ลดลงเหลือเพียง 9.3 พันล้านบาท (จาก 45.7 พันล้านบาทในกรณีหลัก) จะทำให้ราคาพื้นฐานเหลือเพียง 28 บาท



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ประเทศไทย จาก “Sick Man of Asia” สู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน AI ดาวรุ่ง? Bloomberg ชี้โอกาสรับย้ายฐานผลิต หนุนไทยขึ้นแท่นฐานลงทุนโลก
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
มองครึ่งปีหลัง “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือก... มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,630 – 1,660 จุด !!!
เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
GUNKUL เซ็น PPA ใหม่ คว้าโรงไฟฟ้า 3 โครงการ หนุนพอร์ตพลังงานสีเขียวโตต่อ ดันกำลังผลิตรวมพุ่งแตะ 2,121 MW
เมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us