วิเคราะห์! สงครามอิสราเอล-ฮามาส กระเทือนถึงตลาดหุ้นไทยมากแค่ไหน จนนักวิเคราะห์ต้องแนะ “จำกัดพอร์ต” ลงทุน
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาส ยังถือเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยเองด้วย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง มีแต่ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้วันนี้ (16 ต.ค. 66) ดัชนีตลาดหุ้นไทยดิ่งแรงกว่า 34 จุด ทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,416 จุด
จากความรุนแรงในอิสราเอลที่ลามมายังตลาดหุ้นไทยในครั้งนี้ นักลงทุนจะต้องรับมืออย่างไร Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) มีมุมมองการลงทุนว่าท่ามกลางสถานการณ์สู้รบอิสราเอล-ฮามาสนั้น
สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางเริ่มตึงเครียดมากขึ้น หลังอิสราเอลมีการบุกโจมตีภาคพื้นดินบริเวณฉนวนกาซา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นหลายพันราย โดยความรุนแรงส่อเค้าขยายวงกว้าง ซึ่งมีโอกาสที่เลบานอนและซีเรียจะเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มฮามาสในสู้รบครั้งนี้
ขณะเดียวกันหลายฝ่ายพุ่งเป้าไปที่อิหร่านว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มฮามาสในการบุกครั้งนี้ อย่างไรก็ตามแม้อิหร่านจะออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง
แต่ล่าสุดอิหร่านได้มีการออกมาขู่ว่าจะตอบโต้อิสราเอลหากเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินเข้าไปกวาดล้างนักรบฮามาสในเขตฉนวนกาซา ทำให้ความเสี่ยงด้าน Geopolitical risk เพิ่มสูงขึ้น
และหากอิหร่านเข้ามาในสนามรบครั้งนี้ มีความเสี่ยงที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็น 1 ในจุดควบคุมน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปริมาณน้ำมันคิดเป็นราว 17% ของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก หรือ 90% ของ Supply น้ำมันที่ออกจากตะวันออกกลางเลยทีเดียว
สำหรับในเชิงของการลงทุน นักวิเคราะห์ให้เหตุผลว่า หากการสู้รบขยายวงกว้างจะกระทบต่อราคาน้ำมันดิบให้ดีดตัวสูงขึ้น จะยิ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว และเป็นปัญหาต่อการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก ที่อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อ และเป็นปัจจัยที่เร่งการเกิด Recession
โดย Bloomberg ได้มีการจำลองสถานการณ์ 3 กรณี และผลกระทบต่อ GDP โลก โดยกรณีที่ 1 มีการบุกบริเวณฉนวนกาซา แต่การสู้รบอยู่ในวงจำกัด และแทบไม่กระทบกับ Supply น้ำมัน คาดว่าจะกระทบต่อ GDP โลกประมาณ 0.1% และอัตราเงินเฟ้อในระดับ 0.1%
กรณีที่ 2 การสู้รบบริเวณฉนวนกาซา ขยายวงกว้างไปยัง West bank, Lebanon, Syria ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่สงบในบริเวณตะวันออกกลาง คาดว่าจะกระทบต่อ GDP โลกประมาณ 0.3% และเงินเฟ้อ 0.2%
กรณีที่ 3 เกิดการสู้รบกลายเป็นสงครามระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน อาจะหนุนให้ดราคาน้ำมันพุ่งทะยาน คาดว่าจะกระทบต่อ GDP โลกประมาณ 1% และเงินเฟ้อ 1.2%
ดังนั้นมองการสู้รบในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับการลงทุนมองเป็น Sentiment “ลบ” ต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แนะนำ “จำกัดพอร์ต” และหลีกเลี่ยงกลุ่มหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าตะวันออกกลาง-กลุ่มที่ได้ผลกระทบจากราคาน้ำมันดีดตัว อย่าง BH, BDMS, AOT, IVL, BGRIM, GULF, GPSC อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่ดีดตัวจะเป็นผลดีต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำ อย่าง PTTEP, TOP, BCP
