เปิดรายชื่อ 5 หุ้นเด่น รับกระแส “สัปเหร่อ-พรหมลิขิต” สุดฮอต!
หุ้นกลุ่มบันเทิงมีปัจจัยบวกเข้ามาต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกระแสหนังบ้านๆ แต่รายได้ไม่บ้านๆ อย่าง “สัปเหร่อ” หนังจักรวาลไทบ้าน จนล่าสุดรายได้กำลังจะทะยานสู่ 500 ล้านบาทไปแล้ว เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์หนังไทยที่ทำรายได้จำนวนมากขนาดนี้ แต่หากย้อนกลับไปไม่กี่ปีก็มีหนัง พี่มาก..พระโขนง ที่กวาดรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งต้องลุ้นว่า “สัปเหร่อ” จะทำรายได้จบที่เท่าไหร่?
อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้อย่าง “พรหมลิขิต” ละครโทรทัศน์ไทยแนวย้อนยุค ภาคต่อของละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่มีนักแสดงนำ อย่าง โป๊ป ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ และเบลล่า ราณี แคมเปน ที่มาเรียกเรติ้งช่อง 3 จนล่าสุดคว้า เรตติ้งสูงถึง 6.8
ภาพยนตร์ และละคร สุดฮอตแบบนี้ เราจะพานักลงทุนมาสำรวจกันว่าจะมีบริษัทในตลาดหุ้นตัวไหนที่จะได้รับผลบวกกันบ้าง
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า หุ้นรายตัวในกลุ่มบันเทิงมีกระแสเชิงบวกระยะสั้นจากคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยม
เริ่มที่ "สัปเหร่อ" จากจักรวาลไทบ้านเดอะซีรีส์ โกยรายได้ทั่วประเทศ ทะลุ 400 ล้านบาท ภายใต้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง มองหนุนกำไรงวดไตรมาส 4/66 หุ้นโรงหนัง (MAJOR) และกลุ่มค้าปลีกต่างจังหวัด อาทิ CRC, CPAXT (โรงหนังอยู่ใน Lotus’s) และ BJC ลุ้นมีการจับจ่ายคึกคักขึ้นตามปริมาณ Traffic โรงหนัง
และ 2. ละครภาคต่อ พรหมลิขิต ได้ Rating 2 ตอนแรกที่ 6.4 และ 6.8 หากเป็นที่นิยมต่อเนื่อง จะดีต่อ BEC ที่ช่วยสร้างรายได้หลายแหล่งและยาวนานเช่นภาคแรก
ภายใต้ปัจจัยบวกที่กล่าวมานั้น พื้นฐานของหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จะน่าสนใจแค่ไหน Wealthy Thai หาคำตอบให้แล้ว เริ่มกันที่ MAJOR นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จํากัด (มหาชน) คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 21 บาท หนุนโดยกำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตดีจากจำนวนผู้เข้าชมโรงภาพยนตร์ที่เพิ่มขึ้นและแนวโน้มการเติบโตของยอดขายป๊อปคอร์นที่ดีขึ้นในครึ่งหลังปี 66 เป็นต้นไป
โดยคาดว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์จะฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 66 จากการเข้าฉายภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่อย่าง The Marvels และ Aquaman ในไตรมาส 4 คาดว่าจะดึงดูดผู้ชมให้กลับมาชมในโรงภาพยนตร์มากขึ้น และมีหนังไทยเรื่อง สัปเหร่อ ที่ได้กระแสตอบรับเกินคาด
ในส่วนปี 67 ที่มีรายชื่อภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่คาดจะได้รับการตอบรับที่ดีอย่าง Mission Impossible, Deadpool 3, The Joker, Captain America, Venom 3 และ Kung Fu Panda 4 ซึ่งคาดจะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าชมโรงภาพยนตร์ให้สูงขึ้น คาดจำนวนตั๋วเข้าชมจะเพิ่มขึ้นมาที่ 24 ล้านใบ ในปี 66 เทียบกับ 34 ล้านใบ ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19
ต่อกันที่ CRC ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้น้ำหนักการเติบโตกำไรจะเด่นขึ้นในปี 67 เป็น 9.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อนหน้า หลังธุรกิจในเวียดนามฟื้นเต็มตัว, เริ่มรับรู้รายได้สาขาหรือ format ใหม่และผลบวกจากต้นทุนค่าไฟขาลงเต็มปี คงแนะนำ “ซื้อลงทุน” ราคาเป้าหมายปี 67 ที่ 46 บาท
ถัดมาปัจจัยพื้นฐาน CPAXT นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ยังแนะนำ ซื้อ ให้มีราคาเป้าหมายที่ 38 บาท เพราะประเมินว่ากำไรสุทธิได้ผ่านจุดแย่สุดไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 2/66 โดยคาดไตรมาส 3/66 ฟื้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน หลังจากดอกเบี้ยจ่ายลง ส่วนไตรมาส 4/66 เข้าสู่ High season และ valuation ดูน่าสนใจ จึงมองเป็นจังหวะทยอยซื้อลงทุน
ส่วน BJC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด คาด BJC จะมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/66 ที่ 722 ล้านบาท ลดลง 40% จากไตรมาสก่อน และลดลง 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยกำไรที่ลดลงจากไตรมาสก่อนนั้น เป็นเพราะยอดขายถูกกดดันจากผลของฤดูกาล ขณะที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ส่วนกำไรที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้คาดยอดขายโตขึ้นได้ แต่จะถูกหักล้างจากทั้งค่าใช้จ่ายขายและบริหาร รวมทั้งดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น
หากกำไรไตรมาส 3/66 เป็นไปอย่างคาด จะทำให้กำไร 9 เดือนปี 66 จะมีสัดส่วนเพียง 55% ของคาดการณ์ทั้งปี จึงต้องปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2566–67 ลดลงจากเดิม 21% และ 16% เหลือ 4.6 พันล้านบาท ลดลง 9% จากปีก่อน และ 5.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า ตามลำดับ
โดยปรับไปราคาเป้าหมายปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 35.00 บาท อย่างไรก็ตามจากกำไรไตรมาส 3/66 ที่คาดจะอ่อนแอ โดยไปคาดหวังการฟื้นตัวในไตรมาส 4/66 จึงปรับลดคำแนะนำจาก “Outperform” เป็น “Neutral”
ปิดท้ายกันที่ BEC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ปรับลดคําแนะนํา BEC เป็น “ขาย” (จาก ซื้อ) ด้วยราคาเป้าหมายปี 67 ที่ 7 บาท/หุ้น (จาก 10.0 บาท) 1.เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ล้มเหลว แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวและได้รับแรงหนุนจากการเลือกตั้งก็ตาม เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ลดลง 6% ใน 7 เดือนปีนี้
2.อุตสาหกรรมยังคงมีแนวโน้มขาลงต่อเนื่อง โดยที่สื่อทีวีสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราค่าโฆษณาเฉลี่ยลดลงอย่างต่อเนื่อง
3.การขายคอนเทนต์ออนไลน์กําลังเผชิญกับความท้าทาย จากการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค และ 4. หลังการปรับประมาณการกําไรในปี 66-68 มองว่า BEC มีมูลค่าแพงที่ PE ที่ 29 เท่า ในปี 67 เทียบกับ ROE ที่ 7-9% ได้รวมนโยบาย digital wallet ซึ่ง BEC น่าจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ที่ชัดเจนในประมาณการแล้ว

