จับตา! กระทรวงการคลังหารือ FETCO ออกกองทุนประหยัดภาษี คาดดึงเงิน 1 แสนล้าน โบรกฯ แนะกลุ่มลงแรง เป็นเป้าหมายกองทุน
วันนี้ (14 พ.ย.66) ติดตามกระทรวงการคลังหารือร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO เพื่อออกกองทุนประหยัดภาษีรูปแบบใหม่ นักวิเคราะห์คาดหากมีลักษณะคล้ายกับ LTF คาดว่าจะมีเงินลงทุนในตลาดฯ เพิ่มขึ้นราวๆ 6 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาทต่อปี
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) รายงานว่า วันนี้ติดตามกระทรวงการคลังหารือร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO เพื่อออกกองทุนประหยัด ภาษีรูปแบบใหม่ เบื้องต้นคาดว่าจะมีรูปแบบกองทุนคล้ายกับ LTF คือเน้นการลงทุนในระยะยาวสามารถลดหย่อนภาษีได้
แต่จะกำหนดเงื่อนไขของหุ้นที่จะเข้าลงทุนจะเน้นหุ้นที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม, สังคม และการกำกับดูแลที่โปร่งใส) หากมีลักษณะคล้ายกับ LTF คาดว่าจะมีเงินลงทุนในตลาดฯ เพิ่มขึ้นราวๆ 6 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาทต่อปี
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกฯ เผยการประชุมหารือเรื่อง สภาวะตลาดหุ้น ณ ทำเนียบรัฐบาล และจะมีบทสรุปหลักๆคือ
1. ปลัดคลังหารือ FETCO - AIMC คาดจะได้ข้อสรุปเกณฑ์ตั้ง ESG Fund (ไม่ใช่กองทุนพยุงหุ้น แต่จะเป็นกองทุนคล้าย LTF) 2. เลขา ก.ล.ต.-ตลท.เตรียมยกระดับมาตรการคุม Naked Short Sell ให้เข้มข้นขึ้น
โดยประเมินกรณี ESG Fund ได้รับการอนุมัติจะเป็นภาพบวกต่อ SET ในระยะกลางถึงยาว จาก “Long Term Fund” หุ้นภายในประเทศที่จะสูงระดับ 65,900 ล้านบาท (เฉลี่ย 5 ปี หลังสุดของ LTF) คาดหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม THAI ESG Index จะน่าสนใจขึ้น และมีโอกาสถูก Active Fund ในประเทศดึงสถานะกลับก่อน
ดังนั้นเน้นในกลุ่ม 1.ราคาลงแรงกว่า THAIESG Index -14%YTD 2.ถูก Short sales บนกระดานหลัก และ NVDR ตั้งแต่จุดสูง 30 ส.ค. 66 – ปัจจุบัน มีสัดส่วน % Short Sales Volume (+NVDR) มากกว่า 8% ของมูลค่าซื้อขายรายตัว หุ้นในกลุ่มดังกล่าวที่น่าจะเป็นเป้าหมายกองทุน ได้แก่ CPALL, GULF, CRC, GPSC, PTTGC, IVL, SCGP, OR, CBG, HMPRO
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีความเห็นว่า ประเด็น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุม ร่วมกับ ก.ล.ต. ตลท. และ FETCO
โดยมี 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ในส่วนของรัฐบาล ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหนุนให้ GDP ปี 2567 โตได้มากกว่าที่หลายสำนักคาดไว้ เช่น การแก้หนี้ครัวเรือน และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
2. ข้อกังวลของตลาดที่มีการกล่าวถึงการทำ Naked Short ทางรัฐบาลเชื่อมั่นว่า ก.ล.ต. และ ตลท. มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยกำลังปรับปรุงกระบวนการเพื่อให้ทันกับการส่งคำสั่งที่ซับซ้อนมากขึ้น
3.การกระตุ้นตลาดทุน ทางกระทรวงการคลังกำลังปรึกษาหน่วยงานที่เกี่่ยวข้อง เพื่อออกกองทุนประหยัดภาษีรูปแบบใหม่ โดยเน้นเรื่องของ ESG เป็นหลัก (รอการประชุมกันระหว่างปลัดกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวันนี้)
สำหรับกองทุน LTF ESG คาดว่าจะใช้เงื่อนไขระยะเวลาการถือครอง 10 ปี เหมือน SSF ที่กำลังจะหมดอายุโครงการปี 2567 โดยข้อดีของกองทุน LTF ESG จะให้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นหลัก ต่างจาก SSF ที่สามารถลงทุนในต่างประเทศได้ด้วย
โดยคาดว่าจะอิง SET ESG Index เป็น Benchmark และกองทุนจะคัดเลือกหุ้นตาม SET ESG Ratings ที่ประกาศเมื่อ 6 พ.ย. ซึ่งมีทั้งสิ้น 193 หลักทรัพย์คิดเป็น Market Cap. 75% ของทั้งตลาด
ขณะที่หุ้น 40 หลักทรัพย์แรก คิดเป็น 80% ของ Market Cap. ใน SET ESG Index คาดว่ากองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาจะเน้นที่ 40 หลักทรัพย์แรกเป็นหลัก ซึ่งหุ้นที่ได้ Ratings AAA เช่น ADVANC, CPALL, KBANK, KTB, CPAXT, CRC, PTTGC, CPF, SCGP เป็นต้น
