อัปเดตผลงาน “เถ้าแก่น้อย” หรือ TKN โชว์รายได้ 9 เดือนทุบสถิติ 3.98 พันลบ. ภายใต้กลยุทธ์ 3GO ที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ
หากพูดถึงแบรนด์ขนมขบเคี้ยวหรือของกินเล่นที่สร้างภาพลักษณ์และภาพจำให้แก่ผู้บริโภค แน่นอนว่าต้องมีแบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” ติดอันดับอยู่เป็นหนึ่งในดวงใจของกลุ่มผู้บริโภคไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นโปรดักส์หลากหลายที่ผลิตออกมาเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในแต่ละประเภท และการออกแคมเปญต่างๆ ให้มีกิจกรรมร่วมกับผู้บริโภค
แต่นอกจากการสร้างแบรนด์ที่ทำจนประสบความสำเร็จแล้ว ด้านการดำเนินธุรกิจของบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ก็ยังได้สร้างความประทับใจให้แก่นักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของกำไรสุทธิที่ต่อเนื่องจนล่าสุดก็ได้ตอบแทนนักลงทุนด้วยการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.10 บาท ในวันที่ 7 ธ.ค. 66
ดังนั้น ทาง Wealthy Thai ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาส 3/66 และงวด 9 เดือนแรกปี 2566 ของ TKN พร้อมกับไขข้อสงสัยและกลยุทธ์ที่สร้างการเติบโตให้แก่บริษัทฯ ตามด้วยทิศทางการเติบโตของธุรกิจหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร
โดยผลประกอบการของ TKN ในไตรมาส 3/66 มีรายได้อยู่ที่ 1,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10.1% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 3/66 อยู่ที่ 214 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10.2% จากไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับการเพิ่มขึ้นของรายได้ในไตรมาส 3/66 มาจากการเติบโตของทั้งตลาดในประเทศด้วยการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์จากนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นกว่าปีก่อน และการเติบโตของตลาดต่างประเทศ ซึ่งรายได้ที่เติบโตสนับสนุนให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น
ด้านผลประกอบการในงวด 9 เดือนปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้อยู่ที่ 3,983 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 575 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการเติบโตอย่างแข็งแรงและต่อเนื่องมาในทุกไตรมาสเกิดจากการมุ่งเน้นการบริหารงานด้วยกลยุทธ์ 3GO และยังทำให้รายได้ 9 เดือนสร้างสถิติใหม่สูงสุด
ทั้งนี้ แนวโน้มของธุรกิจในไตรมาส 4/66 นี้ยังคงมีความท้าทายจากหลายๆ ปัจจัย ประกอบไปด้วยบริษัทฯ ได้มีการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 ทั้งในตลาดจีนและตลาดต่างประเทศอื่นๆ บางประเทศ ซึ่งอาจจะส่งผลให้มีการชะลอตัวของยอดขายบ้างในระยะสั้น อย่างไรก็ตามไตรมาส 4 จะเป็นช่วงเวลาของเทศกาลปลายปีซึ่งจะมีแนวโน้มการบริโภคที่ค่อนข้างสูงกว่าไตรมาสอื่นๆ ดังนั้นจะทำให้การขึ้นราคาไม่ส่งผลกระทบโดยรวมต่อยอดขายของบริษัทมากนัก
ขณะเดียวกัน TKN มีการเปลี่ยนผู้จัดจำหน่ายใหม่ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายที่มีศักยภาพในการกระจายสินค้าได้กว้างขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะส่งผลดีกับบริษัทฯ ในด้านการเติบโตในระยะยาว อย่างไรก็ตามการปรับเปลี่ยนผู้จัดจำหน่ายนี้ จะมีช่วงระยะเวลารอยต่อในการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และการนำสินค้าเข้าตลาดในช่วงไตรมาส4
พร้อมกันนี้ราคาต้นทุนวัตถุดิบสาหร่ายที่มีการรับรู้ราคาใหม่ในปี 2566 ที่เพิ่มสูงขี้นถึง 15% แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยการปรับราคาควบคู่ไปกับการบริหารค่าใช้จ่ายภายใน เพื่อรักษาระดับการทำกำไรขั้นต้นให้ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในไตรมาส 4 ปีนี้
สุดท้ายการเพิ่มขึ้นของปริมาณนักท่องเที่ยวในประเทศไทยในไตรมาส 4 จากมาตรการนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวระยะเร่งด่วนของรัฐบาลด้วยมาตรการวีซ่าฟรีสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน จะช่วยส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากนักท่องเที่ยวมากขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงเห็นความท้าทายในส่วนของการบริหารกำไรสุทธิโดยรวมของปี 2566 ให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงเดิมแม้ว่าจะมีความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบหลายๆ อย่างที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และยังคงส่งผลต่อเนื่องของราคาที่สูงขึ้นนี้ไปในปี2567 รวมถึงการปรับขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำที่ 400 บาท ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม TKN ยังคงเดินหน้าในการบริหารงานด้วยกลยุทธ์ 3GO ในปี 2567 เพื่อบรรลุการเติบโตของยอดขายในปี 2567 อย่างต่อเนื่อง โดยคาดหวังการเติบโตในอัตราที่ 10-15% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนและรักษาระดับการทำกำไรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

