Official Update :

คัดเน้นๆ 8 หุ้นสุดเด่น ที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจดาวรุ่งปี 67

กำลังจะจบปี 2566 กันแล้ว ล่าสุดมีการเปิดเผยถึงธุรกิจที่มีแนวโน้มเด่นในปี 2567 ไม่ว่าจะเป็น ท่องเที่ยว สุขภาพ (ความงาม และดูแลผู้สูงอายุ) Lifestyle (ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สิ่งแวดล้อม) และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับบริการดิจิทัลและซอฟต์แวร์ ดังนั้นจะมีหุ้นอะไรบ้างที่สอดรับกระแสดังกล่าว Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว


ในมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า จากกรณีที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผย 4 กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเด่นในปี 2567 ประกอบด้วย


1.กลุ่มท่องเที่ยว (ร้านอาหาร และธุรกิจเกี่ยวกับการประชุม การแสดงสินค้า คอนเสิร์ต) 2.กลุ่มสุขภาพ (ความงาม และดูแลผู้สูงอายุ)


3.กลุ่ม Lifestyle (ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สิ่งแวดล้อม) และ 4. กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับบริการดิจิทัลและซอฟต์แวร์ มองจิตวิทยาบวกหุ้นที่เกี่ยวโยง อาทิ AOT, CENTEL, KLINIQ, MASTER, ITC, TU, IVL, BE8


ขณะที่ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานทั้ง 8  หุ้น มีการประเมินไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยเริ่มที่ AOT นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 76 บาท


โดยล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวรายสัปดาห์ทำ New High ในปีนี้ต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ติดต่อกันที่ 9 หมื่นคนต่อวัน และคาดเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องในเดือน ธ.ค. 66 - ม.ค.67 จาก Peak Season คาดกำไรปี 66-67 ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท โต 128% และ 2.9 หมื่นล้านบาท เติบโต 38% จากปีก่อน ตามลำดับ


CENTEL นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50 บาท พร้อมคาดการณ์กำไร ประจำปี 67-69 ที่ 30% CAGR ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดในอุตสาหกรรม ในขณะที่ราคาหุ้นยังคงน่าสนใจ โดยเทรดที่ PEG (ปี67-69E) ที่ 1.1 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 1.7 เท่า


อีกทั้งคาดว่า CENTEL จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการที่นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาและต้นทุนค่าอาหารและสาธารณูปโภคในประเทศที่ลดลง อัพไซด์ต่อประมาณการกำไรคาดจะมาจากการขยายธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารบริการด่วน


KLINIQ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 67 เท่ากับ 46.50 บาท โดยมีมุมมองบวกต่อผลการดำเนินงานในอนาคตของบริษัท เนื่องจากธุรกิจของบริษัท อยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโต โดยในปี 64-73 เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 10% ต่อปี


ทั้งนี้ประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี PEG Ratio ที่ 1 เท่า เพื่อสะท้อนถึงการเติบโตของผลประกอบการ โดยคาดว่ากำไรปี 67 จะเติบโต 27.4% และคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 67 เท่ากับ 1.66 บาทต่อหุ้น ขณะที่คาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ในอนาคตราว 2.0% ต่อปี


ส่วนประมาณการกำไรสุทธิปี 66 ที่ 287 ล้านบาท เติบโต 39.5% โดยคาดการณ์ว่าในปี 66 บริษัทเปิดสาขาใหม่ทั้งสิ้นจำนวน 14 สาขา รวมเป็น 54 สาขา จากสิ้นปี 65 ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 40 สาขา


MASTER นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนํา “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2024 ที่ 71 บาท คาดกําไรสุทธิปี 66 ทําจุดสูงสุดใหม่ที่ 367 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน และคาดปี 67 จะโตต่อเนื่อง 46% จากทั้ง Organic จํานวนลูกค้าเข้ารับบริการมากขึ้น และสามารถใช้ห้องผ่าตัดใหม่ได้เต็มปี


และจาก Inorganic ด้วยการทยอยรับรู้ส่วนแบ่งกําไรจาก 10 ดีล ที่เข้าลงทุนในปี 66 อย่างไรก็ตาม กรณีไม่รวมส่วนแบ่งกําไรจาก 9 ธุรกิจ ดังกล่าว คาดว่ากําไรสุทธิปี  67-68 จะเติบโตราว 26% และ 15% ตามลําดับ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า


ITC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24 บาท โดยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปีนี้เอาไว้เท่าเดิมที่ 2.32 พันล้านบาท ลดลง 48% และปี 2567 ที่ 2.87 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 23%จากปีก่อน


โดยคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น 15% ในปี 2567 และ คาดว่า GPM จะเพิ่มขึ้นเป็น 21% (จาก 18.9% ในปี 2566) คาดว่ากำไรของ ITC จะเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/66 เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน เนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ และยุโรปจากการที่ปัญหาการลดสต็อก (destocking) สิ้นสุดลง และ GPM เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาปลาทูน่าลดลง


TU นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด คงแนะนำ Outperform ที่ราคาเป้าหมายปี 2567 เท่ากับ 18.70 บาท รวมถึงคาดปันผลครึ่งหลังปี 66 หุ้นละ 0.40 บาท หรือเฉลี่ย 2.7% และเพิ่มเป็น 5% สำหรับทั้งปี 2567


ขณะที่ทิศทางกำไรปกติไตรมาส 4/66 คาดฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน และมีโอกาสทำจุดสูงสุดของปี สนับสนุนหลักจากยอดขายดีขึ้นในทุกธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นชัดเจน และแนวโน้มกำไรปี 2567 คาดกลับมาเติบโต 16% เท่ากับ 5.8 พันล้านบาท เทียบกับ 5 พันล้านบาทปีนี้


หลังปัจจัยกดดันทั้งอุปสงค์ของลูกค้าชะลอตัวและราคาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นคลี่คลายลง รวมถึงการดำเนินงานของบริษัทร่วม Red Lobster ค่อย ๆ ดีขึ้นในลักษณะขาดทุนน้อยลง จากการปรับโครงสร้างธุรกิจและลดค่าใช้จ่ายลง


IVL นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 34 บาท คาดราคาหุ้นผ่านการปรับฐานสะท้อนปัจจัยกระทบ แล้วระดับหนึ่งจนมี DOWNSIDE จำกัด แต่ต้องรอการฟื้นตัว โดยให้น้ำหนักการฟื้นตัวของกำไรอยู่ในช่วงครึ่งแรกปี 67 ด้วยความหวังจะมีช่วงฤดูกาลของ PET เป็นปกติ


BE8 นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 51.2 บาท แนวโน้มระยะสั้นไตรมาส 4/66 เริ่มเห็นงานภาครัฐฯที่ล่าช้า ทยอยกลับมาบ้าง (ตามคาด) โดยปัจจุบัน BE8 มี Backlog ในมือราว 1.8 พันล้านบาท และมีกลุ่มงานที่อยู่ใน Pipeline (นับเฉพาะงานที่มีโอกาสได้เกิน 30%) ราว 4.4 พันล้านบาท


ทั้งนี้ยังคงรายได้ปี 66 อยู่ที่ 2.4 พันล้านบาท ปี 67 ที่ 3 พันล้านบาท และปี 68 ที่ 3.8 พันล้านบาท และประมาณการกำไรปี 66 เติบโต 102% และปี 67 เติบโต 51% ไว้ก่อน