คัด 5 หุ้นน่าลงทุน ประจำไตรมาส 1/67
ในปี 2566 ถือเป็นปีที่ท้าท้ายอย่างมากในแวดวงตลาดหุ้น เห็นได้จากดัชนีที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับตัวเลขนักลงทุนต่างชาติที่เทขายหุ้นไทยไม่หยุด จนปีนี้ (1 ม.ค. 2566 - 21 ธ.ค. 2566) เทขายไปแล้วกว่า 1.9 แสนล้านบาท แต่ปี 2567 ดูเมื่อจะมีแสงสว่างในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะเริ่มมีความชัดเจนต่อเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น
ดังนั้นหากมองภาพระยะสั้นในไตรมาส 1/2567 ภาพรวมตลาดทุนของไทยจะยังน่าสนใจแค่ไหน Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว ผ่านคอลัมน์ “โพยหุ้น” ประจำวันจันทร์
ในมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ได้ฉายภาพตลาดทุนไตรมาส 1/67 ไว้อย่างน่าสนใจ พร้อมกับประเมินเป้า SET Index ปี 2567 อยู่ที่ 1,650-1,700 จุด และจุดเข้าซื้อที่สำคัญอยู่ที่ 1,400-1,450 จุด โดยผลตอบแทนที่คาดหวังอยู่ที่ 15%
ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ มีคุณสมบัติของหุ้น 4 ประการที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดในไตรมาส 1/67 โดยที่มองหาหุ้นที่มี 1.ฐานะการเงินที่ดีซึ่งจะช่วยป้องกันผลกระทบจากสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงและความท้าทายเชิงมหภาคในวงกว้าง
2.ผลประกอบการฟื้นตัวในปี 2567 ด้วยแรงหนุนจากอุปสงค์ที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลง 3.ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาลในครึ่งปีแรกปี 67 และ 4.ได้รับประโยชน์จากการเติมสินค้าคงคลังของจีน รวมถึงวงจรยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นบวกและตลาด EV ที่เติบโตทั่วโลก
โดยจากนี้ไปจนถึงไตรมาส 1/67 เนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น คาดว่าหุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแรงและผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างชัดเจนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด
ทั้งนี้ยังคงชอบบริษัทที่มีกำไรเติบโตสูงกว่าตลาด และมีโมเมนตัมเชิงบวกจากผลประกอบการที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สนใจบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและการเติมสินค้าคงคลังของจีน
ดังนั้นหุ้นเด่นในไตรมาส 1/67 คือ BBL แนะนำ Outperform ราคาเป้าหมาย 210 บาท (GDP เติบโต, กำไรเติบโตแข็งแกร่ง), CPALL แนะนำ Outperform ราคาเป้าหมาย 74 บาท (การดำเนินงานแข็งแกร่ง, laggard play, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ), GULF แนะนำ Outperform ราคาเป้าหมาย 63 บาท (yield play, การเติบโตของธุรกิจใหม่),
KCE แนะนำ Outperform ราคาเป้าหมาย 61 บาท (แรงกดดันด้านต้นทุนลดลง, อุปสงค์ฟื้นตัว, การเติมสินค้าคงคลังของจีน) และ SCC แนะนำ Outperform ราคาเป้าหมาย 357 บาท (รายได้เติบโตต่อเนื่อง, ผลกระทบของฐานต่ำ, กำไรทำจุดต่ำสุดแล้ว, แรงกดดันด้านต้นทุนลดลง)
อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งเศรษฐกิจพัฒนาแล้วจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 และจะทำให้ Fed ลดดอกเบี้ย 1% ในครึ่งปีแรก เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่ยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างโดยเฉพาะเงินฝืด ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกจะรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะสงครามและการเลือกตั้ง
ส่วนเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2567 หากมาตรการ digital wallet ผ่านตามที่ นายกฯ ประกาศ คาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4.1% แต่หากมาตรการไม่ผ่าน คาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 3.2% โดยคาดว่า ธปท. จะไม่ลดดอกเบี้ยในปี 2567

