PTTGC มีลุ้นผลงานไตรมาส 4/66 เด่น! โบรกฯ ชี้ฟันกำไรสุทธิ 4.5 พันล้านบาท พุ่ง 567% หลังบุ๊กกำไรพิเศษขายหุ้น GCL-ซื้อคืนหุ้นกู้สหรัฐ
PTTGC ไตรมาส 4/66 นักวิเคราะห์ประเมินอาจฟันกำไรสุทธิสูงถึง 4.5 พันล้านบาท เติบโตโดดเด่น 567% และเติบโต 217% จากไตรมาสก่อน หลังบันทึกกำไรพิเศษ (ก่อนหักภาษี) สองรายการ คือจากการขายหุ้น GC Logistics (GCL) และจากการซื้อคืนหุ้นกู้สหรัฐซึ่งมียอดเงินต้น 214 ล้านดอลลาร์ฯ พร้อมเชียร์ “ซื้อ” เคาะเป้า 46.00 บาท
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดกำไรสุทธิของ PTTGC ในไตรมาส 4/66 จะอยู่ที่ 4.5 พันล้านบาท เติบโต 567% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 217% จากไตรมาสก่อน
โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากทั้ง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนจะมาจากกำไรพิเศษ (ก่อนหักภาษี) สองรายการได้แก่ 1.กำไรประมาณ 3.75 พันล้านบาทจากการขายหุ้น GC Logistics (GCL) ซึ่งทำให้สัดส่วนการถือหุ้นลดลงจาก 100% เหลือ 50% และ 2. กำไรประมาณ 1.5 พันล้านบาท จากการซื้อคืนหุ้นกู้สหรัฐซึ่งมียอดเงินต้น 214 ล้านดอลลาร์ฯ ในไตรมาส 4/66
แต่หากไม่รวมสองรายการนี้ คาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักจะลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก market GRM ลดลง, มีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้น และอัตราการใช้กำลังการผลิตของ olefins ลดลง
โดยคาดว่า market GRM ของ PTTGC จะลดลง 27% จากไตรมาสก่อน เหลือ 9.2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพราะ spread ของน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันดีเซลลดลงเหลือ 23.6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และ 21.1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตามลำดับ และ crude premium เพิ่มขึ้นเป็น 7.0 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
นอกจากนี้ยังคาดว่าบริษัทจะบันทึกผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 3.4 พันล้านบาท แย่ลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากที่มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 3.7 พันล้านบาท เพราะราคาน้ำมันดิบดูไบลดลง 16 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากเดือนกันยายนถึงธันวาคม
ยิ่งไปกว่านั้นยังคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตของโอเลฟินส์จะลดลงจากไตรมาสก่อน จาก 89% เหลือ 80% เพราะมีการปิดโรงงาน OLE1 กำลังการผลิต 488 KTA นาน 37 วัน
ในขณะเดียวกันราคา HDPE, LLPDE และ LDPE แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อน อยู่ที่ 1,022 เหรียญสหรัฐ/ตัน, 975 เหรียญสหรัฐ/ตัน และ 1,005 เหรียญสหรัฐ/ต่อ ตามลำดับ
ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์ olefins ที่ผลิตจากก๊าซทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่อย่างไรก็ตามคาดว่ากำไรจากธุรกิจ aromatics จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน เพราะไม่มีการปิดโรงงาน Aromatics II ตามแผนนาน 37 วัน เหมือนกับในไตรไตรมาส 3/66
ทั้งนี้ติดตามความคืบหน้าของการเจรจาระหว่าง PTT-PTTGC จากผลกระทบของ Single Pool Gas Price โดยตามโครงสร้าง Single Pool Gas Price ใหม่ของประเทศไทย ซี่งจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของโรงแยกก๊าซ (GSP) สูงขึ้น คาดว่า PTT จะเจรจากับ PTTGC ขอปรับสัญญาซื้อขายก๊าซอีเทน (Ethane Gas Sales Agreement) ซึ่งผูกอยู่กับราคาผลิตภัณฑ์ polyethylene (PE) เท่านั้น เพื่อลดภาระจากโครงสร้าง Single Pool Gas Price ใหม่
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการเจรจาสัญญาซื้อขายก๊าซอีเทนฉบับใหม่ระหว่าง PTT และ PTTGC จะใช้เวลานาน (6-12 เดือน) ดังนั้น PTT จึงน่าจะเป็นบริษัทเดียวที่รับผลกระทบจากโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ในปีนี้ไปเต็มๆ โดยในปัจจุบัน PTTGC ยืนยันว่ายังซื้อก๊าซอีเทนโดยไม่มีการปรับสูตรคำนวณราคา
ดังนั้นยังคงคำแนะนำ ซื้อ PTTGC จากความหวังว่า polyolefins (PE) จะฟื้นตัวขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะในครึ่งหลังปี 67 แต่ปรับลดราคาเป้าหมายปี 2567 ลงเหลือ 46.00 บาท จาก 49.00 บาท โดยอิงจาก EV/EBITDA ที่ 8.0 เท่า และ EBITDA ปี 68 แล้วหักส่วนลดกลับมาหนึ่งปี โดยใช้ WACC ที่ 7.1% เพื่อสะท้อนถึงส่วนลด 5%
โดยเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับโอกาสที่ต้นทุนก๊าซอีเทนซึ่งใช้เป็น feedstock ในระยะยาวจะปรับเพิ่มขึ้น หลังจากที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงต้นทุน GSP ของ PTT ด้วยการกำหนดให้ใช้โครงสร้างราคา Single Pool Gas Price ใหม่
