รับหุ้น SCC มาตอนต้นปี ขาดทุนไปแล้ว 10% โบรกฯ ประสานเสียงงบ Q4 อาจพลิกขาดทุน แต่ระยะกลางยังดูดี รอรับกำลังผลิตใหม่เพิ่ม
หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการในปี 2567 พบว่า มีหุ้นขนาดใหญ่หลายบริษัทที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบ ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยภายนอกประเทศที่เข้ามากระทบ รวมไปถึงปัจจัยเฉพาะตัวที่ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างความกังวลต่อราคาหุ้น
ยกตัวอย่างเช่น หุ้นขนาดใหญ่อย่าง SCC หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) โดยหากเราลองย้อนข้อมูลกลับไปตั้งแต่วันที่ตลาดหุ้นไทยเปิดศักราชใหม่ปี 2567 จนถึงวันที่ 17 ม.ค. 66
เราจะพบว่าหุ้นอย่าง SCC ให้ผลตอบแทนเป็นลบไปแล้วกว่า 10% แต่อย่างไรก็ตามคงจะต้องให้ความเป็นธรรมการ SCC ด้วยว่าที่ปรับตัวลดลง และให้ผลตอบแทนที่เป็นลบนั้นเป็นผลพวงมาจากภาพรวมของดัชนี
แต่ในขณะเดียวกันจะต้องไม่ลืมว่าปัจจัยเฉพาะตัวนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ราคาหุ้นลดต่ำลง
สำหรับสาเหตุปัจจัยเฉพาะตัวที่ทำให้ราคาหุ้นของ SCC ติดลบนั้น ส่วนหนึ่งคงจะมาจากการที่นักวิเคราะห์หลายแห่งทยอยให้มุมมองต่อผลประกอบการของ SCC ว่าจะออกมาในทิศทางที่ไม่ค่อยดีมากนัก
จนถึงขั้นมีนักวิเคราะห์บางเจ้าให้ข้อมูลที่ระบุไว้ในบทวิเคราะห์ว่า ผลประกอบการของ SCC ในไตรมาส 4/66 นั่นมีแววที่จะพลิกเป็นขาดทุน ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่จะต้องสำรองด้อยค่าสินทรัพย์ธุรกิจซีเมนต์ที่เมียนมา
โดย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด คาดการณ์ว่า SCC จะรายงานกำไรปกติในไตรมาส 4/66 ขาดทุนสุทธิ 500 ล้านบาท ซึ่งแย่กว่าในงวดไตรมาส 3/66 ที่มีกำไรสุทธิ 2.4 พันลบ.
สาเหตุหลัก คือเกิดจากขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของธุรกิจซีเมนต์ในเมียนมา ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวที่คาดว่าจะอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามจะต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอบบัญชี อีกทั้งจะขาดทุนจากสินค้าคงคลังจำนวน 500 ล้านบาท
ทั้งนี้หากตัดรายการพิเศษออกไปกำไรปกติไตรมาส 4/66 ของ SCC จะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 3/66 ที่ทำได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยกำไรปกติที่ลดลงจากไตรมาส 3/66 สะท้อนถึงปริมาณการขายโพลิโอเลฟินส์ที่ลดลงจากการหยุดซ่อมบำรงโรงงานระยองโอเลฟินส์คอมเพล็กซ์ (ROC) เป็นเวลา 45 วัน
รวมถึงประเด็นที่ส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่แคบลง ซึ่งส่วนต่างราคา HDPE ในไตรมาส 4/66 อยู่ที่ 363 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/66 อยู่ที่ 384 เหรียญสหรัฐต่อตัน
เช่นเดียวกับส่วนราคา PP ในไตรมาส 4/66 ที่อยู่ในระดับเพียง 291 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดิมในไตรมาส 3/66 อยู่ที่ 305 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพราะต้นทุนแนฟทาสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ
ขณะที่กำไรของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (CBM) คาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัวจากไตรมาส 3/66 เนื่องจากแรงฉุดรั้งจากตลาดภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนามที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์อ่อนแอ แต่จะได้รับการชดเชยจากการดำเนินงานในประเทศไทยที่แข็งแกร่ง
เช่นเดียวกับมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุว่า คาดผลประกอบการไตรมาส 4/66 ยังอ่อนแอโดยเทียบกับไตรมาส 3/66
แม้ธุรกิจวัสดุก่อสร้างได้อานิสงส์ปัจจัยฤดูกาลและธุรกิจบรรจุภัณฑ์ฟื้นตัวแต่ไม่สามารถชดเชยความอ่อนแอของธุรกิจปิโตรเคมีได้ เนื่องจากเป็นช่วงปิดซ่อมบำรุงโรงงาน ROC ตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. ประมาณ 45 วัน ทำให้ปริมาณขายลดลง
ขณะที่ส่วนต่างปิโตรเคมีส่วนใหญ่ปรับตัวลงโดย Spread HDPE และ PP ต่ำลงกว่า 4-5% และการขาดทุนสินค้าคงคลังจำนวน 570 ล้านบาท
นอกจากนี้ความไม่สงบในเมียนมาอาจส่งผลต่อศักยภาพการกลับมาผลิตของโรงงานปูนซีเมนต์ (ปัจจุบันหยุดผลิตชั่วคราว) ประเด็นดังกล่าวเป็นความเสี่ยงต่อการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์เพิ่มเติม แต่ทั้งหมดจะต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของ Auditor ทั้งการพิจารณาตั้งรายการ Impairment และจำนวนเงิน
กรณีเลวร้ายมูลค่าทางบัญชีโรงงานปูนซีเมนต์ในเมียนมาช่วงต้นปี 66 อยู่ที่ราว 3 พันล้านบาท หากหักค่าเสื่อมราคา 3-4 ร้อยล้านบาทต่อปี และรายการ Impairment ในไตรมาส 3/66 จำนวน 578 ล้านบาท คาดบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ครั้งนี้จะสูงสุดราว 2 พันล้านบาท
ดังนั้นจากเหตุผลข้างต้นประเมินไตรมาส 4/66 ขาดทุนสุทธิ 889 ล้านบาท พลิกจากกำไร 2.4 พันล้านบาท ในไตรมาส 3/66 และ 157 ล้านบาท ในไตรมาส 4/65 บนสมมติฐานบันทึก Impairment 2 พันล้านบาท หากไม่รวมรายการดังกล่าวไตรมาส 4/66 จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 3/66 แต่จะฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
มาสำรวจคำแนะนำของเหล่านักวิเคราะห์กันบ้างว่า แต่ละแห่งนั้นให้คำแนะนำกันอย่างไรบ้าง โดย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ยังคงเรทติ้ง OUTPERFORM สําหรับ SCC ด้วยราคาเป้าหมายที่ 357 บาท เพราะมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกําไรในระยะกลางถึงระยะยาว โดยได้รับการสนับสนุนจากกําลังการผลิตเพิ่มเติมที่โรงงาน LSP
ขณะที่มุมมองคำแนะนำของบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมใหม่ 340 บาท โดยระยะสั้นยังไม่มีปัจจัยสนุบสนุนใหม่แนะนำรอผ่านงบไตรมาส 4/66 ไปก่อน
