"สุกี้ตี๋น้อย" สร้างกำไรให้ JMART ไปแล้วกว่า 293 ล้านบาท

หากพูดถึงร้านสุกี้แบบบุฟเฟต์ เชื่อว่าหลายคนน่าจะนึกถึง “สุกี้ตี๋น้อย” ขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ด้วยเมนูอาหารที่หลากหลาย วัตถุดิบที่มีคุณภาพดี ซึ่งมาพร้อมกับราคาที่ลูกค้าสามารถจ่ายได้ รวมถึงระยะเวลาเปิดร้านที่ตอบโจทย์คนทำงานกะดึก ทำให้สุกี้ตี๋น้อยครองใจกลุ่มผู้บริโภคได้หลากหลาย สร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว และแข็งแกร่ง


จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสุกี้ตี๋น้อย ทำให้ JMART หรือ บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) โฮลดิ้งคอมพานี ที่ลงทุนในธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการเงิน และเทคโนโลยี มองเห็นศักยภาพการเติบโต จึงเข้าลงทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจ


วันนี้ Wealthy Thai จึงขอพานักลงทุนมาย้อนไทม์ไลน์การลงทุน รวมถึงอัพเดทภาพรวมธุรกิจของสุกี้ตี๋น้อย ว่าในปัจจุบันสร้างผลประกอบการให้กับ JMART ไปแล้วเท่าไหร่


หากนักลงทุนจำกันได้ ปลายปี 2565 มีกระแสข่าวออกมาว่า JMART อาจเข้าไปลงทุนใน “สุกี้ตี๋น้อย” ซึ่งขณะนั้น นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บอกปัดไม่ขอกล่าวถึง แต่แย้มว่าบริษัทเตรียมประกาศดีลการลงทุนในธุรกิจอาหาร เพื่อต่อยอดการเติบโต ซึ่ง JMART จะเข้าไปสนับสนุนในส่วนของเทคโนโลยี


กระทั่งวันที่ 8 พ.ย. 65 บริษัทได้ไขข้อสงสัยให้กับนักลงทุน ด้วยการแจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้เข้าลงทุน และลงนามในสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเข้าลงทุนใน บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือ (BNN) ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ “สุกี้ ตี๋น้อย” เป็นจำนวน 352,941 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 30% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด มูลค่าลงทุนไม่เกิน 1,200 ล้านบาท


โดย JMART มองว่าธุรกิจร้านอาหารของ BNN เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตสูง จึงมีความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น รวมถึงบริษัทยังได้พันธมิตรทางธุรกิจ และทำให้เกิดการผนึกกำลังที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจในอนาคต


ขณะเดียวกันการเข้าลงทุนของ JMART จะช่วยเสริมศักยภาพของ BNN ให้สามารถขยายสาขาในทำเลที่มีศักยภาพทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมถึงสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตร่วมกับกลุ่ม JMART ตลอดจนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งดีลนี้ดำเนินการเสร็จสิ้นในวันที่ 30 พ.ย. 65


ภายหลังจากการเข้าลงทุน JMART จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกการเข้าถือหุ้นจำนวน 30% ใน BNN หรือ สุกี้ตี๋น้อย โดยเริ่มรับรู้ตั้งแต่เดือนธ.ค. 65 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 19 ล้านบาท


ส่วนในปี 2566 บริษัทได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้นจำนวน 274 ล้านบาท จากผลกำไรสุทธิรวม 913 ล้านบาท (ไม่รวมการปันส่วนราคาซื้อ (PPA))


ดังนั้นหากนับรวมตั้งแต่ JMART เข้าลงทุนใน สุกี้ตี๋น้อย จะได้รับส่วนแบ่งกำไรทั้งสิ้น 293 ล้านบาท


ทั้งนี้ สิ้นปี 2566 สุกี้ตี๋น้อย มีสาขารวมทั้งหมด 55 สาขา โดยในปีที่ผ่านมาได้เปิดสาขาเพิ่ม จำนวน 13 สาขา ซึ่งสาขาที่เปิดเพิ่มมีส่วนหนึ่งที่ได้เริ่มขยายออกไปต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี สุพรรณบุรี และนครราชสีมา เป็นต้น


นับเป็นทำเลที่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการค่อนข้างหนาแน่น ด้วยแนวคิดของการให้บริการที่เข้าถึงความต้องของลูกค้าที่อยากทานสุกี้ชาบู ที่มีราคาคุ้มค่าต่อการบริโภค จึงทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างดี


Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us