ผงะ! 3 หุ้นโดนชอร์ตเซลกระหน่ำ กดราคาต่ำกว่าช่วงโควิด สวนทางปีนี้กำไรโต
Short Sell หรือ ธุรกรรมการขายชอร์ต ยังเป็นที่ถกเถียงกันในแวดวงตลาดทุน โดยหลายๆ ฝ่ายต่างให้ความเห็นว่า เป็นอีกหนึ่งแรงกดดัน ที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างร้อนแรง
Wealthy Thai ได้สำรวจข้อมูลผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ พบข้อมูลที่น่าสนใจ โดยหุ้นพื้นฐานดี ที่นักวิเคราะห์ประเมินกำไรปี 2567 จะเติบโตต่อเนื่อง แต่ราคาปัจจุบัน (4 มีนาคม 67) ปรับตัวลดลงจนอยู่ระดับต่ำกว่าช่วงโควิด-19 หรือช่วงปี 63 ไปแล้ว ขณะที่ข้อมูลธุรกรรมการขายชอร์ตของทั้ง 3 บริษัทยังมีมูลค่าที่สูงอีกด้วย
โดยจากการสำรวจข้อมูลพบว่า บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP นับจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีธุรกรรมการขายชอร์ตมูลค่ากว่า 1,663 ล้านบาท ซึ่ง OSP มีธุรกรรมการขายชอร์ต 663 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าการขายชอร์ตเปรียบเทียบกับปริมาณและมูลค่าการซื้อขายแบบ AOM ที่ 5.93% ขณะที่ OSP-R (ข้อมูลธุรกรรมขายชอร์ตในเอ็นวีดีอาร์) อยู่ที่ 999 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าการขายชอร์ตเปรียบเทียบกับปริมาณและมูลค่าการซื้อขายแบบ AOM ที่ 8.93%
ด้านราคาหุ้น OSP ทำจุดต่ำสุดต่อเนื่อง ล่าสุดวันที่ 4 มี.ค.67 ราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดรอบ 5 ปีที่ 18.8 บาท นับเป็นระดับราคาต่ำกว่าช่วงโควิด-19 หรือช่วงปี 63 ไปแล้ว
ขณะที่ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน OSP นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 1/67 เบื้องต้นเติบโตต่อทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนกว่าปกติเป็นปัจจัยหนุนความต้องการบริโภคเครื่องดื่ม ขณะที่ต่างประเทศในเมียนมาปัจจุบันยังดำเนินธุรกิจได้ปกติจะเข้าสู่ช่วง High Season หนุนรายได้ในต่างประเทศ
โดยยังคงมุมมองบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการในปี 2567 ของ OSP ที่คาดจะเห็นการเติบโตต่อจากปีก่อน เนื่องจากการจะรับรู้ผลของราคาต้นทุนการผลิตที่ลดลงได้ชัดเจนได้เต็มปีหนุน GPM และบริษัทยังมีเป้าหมายในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง แนะนำ “ซื้อ” คงราคาเป้าหมาย ที่ 34 บาท โดยคาดปี 2567 มีกำไรสุทธิ 2,906 ล้านบาท เติบโต 20.98% จากปีก่อน
BJC โดนชอร์ตเชล 743.92 ล้านบาท
เช่นเดียวกันกับบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดรอบ 5 ปี ที่ 23.10 บาท เมื่อวันที่ 31 ม.ค.67 ล่าสุดวันที่ 4 มี.ค. 67 ราคาหุ้น ปิดการซื้อขายที่ 24 บาท ยังถือเป็นระดับต่ำกว่าช่วงโควิดที่ทำจุดต่ำสุดที่ 25 บาทเมื่อวันที่ 13 มี.ค.63
โดยนับจากต้นปีจนถึงปัจจุบันมีธุรกรรมการขายชอร์ตมูลค่ารวมกว่า 743.92 ล้านบาท แบ่งเป็น BJC อยู่ที่ระดับราว 511 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าการขายชอร์ตเปรียบเทียบกับปริมาณและมูลค่าการซื้อขายแบบ AOM ที่ 3.46% ณะที่ธุรกรรมขายชอร์ตในเอ็นวีดีอาร์ หรือ BJC-R อยู่ที่ประมาณ 232 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าการขายชอร์ตเปรียบเทียบกับปริมาณและมูลค่าการซื้อขายแบบ AOM ที่ 1.57%
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 32 บาท โดยคาดกำไรปี 67-68 เติบโตเฉลี่ยปีละ 11% ซึ่งปีนี้ยังมี Loss Carry Forward มาช่วย effective tax rate ให้ไม่เกิน 15% ส่วนปี 68 จะมีรายได้จากค่าเช่าพื้นที่เช่าชั้น 5-7 ของราชดำริเข้ามาเสริม โดยสาขาของ BIGC ที่มียอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก มีสาขาราชดำริ พัทยา และภูเก็ต ซึ่งพึ่งพิงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน
ขณะนี้ยอดขายทั้ง 3 สาขาฟื้นตัวดีขึ้นมาก โดยเติบโต 20-30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ใน 2 เดือนแรก ยอดขายสาขาเดิมของ BIGC โดยรวมจะเติบโตราว 1.5% คาดหวังตั้งแต่ มี.ค. 66 เป็นต้นไป ยอดขายสาขาเดิมของ BIGC โดยรวมจะเติบโตได้ราว 5%
จากผลบวกนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาจำนวนมากขึ้นอย่างมีนัยยะ ทำให้ทั้งยอดขาย และรายได้พื้นที่เช่าตามแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 60 Hypermarket ฟื้นตัวโดดเด่น
นอกจากนี้ BJC ยังเตรียมนำ BIGC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใช้ชื่อย่อ BRC เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตในระยะยาว และเงินที่ได้รับจากการขายหุ้น IPO ของ BRC จะช่วยในการขยายสาขาทั้งในประเทศ และประเทศแถบ CLMV
BGRIM ต้นทุนก๊าซลดลงเร็ว
และอีกหนึ่งบริษัทที่ต้องกล่าวถึง คือ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดรอบ 5 ปีที่ 21.80 บาท เมื่อวันที่ 31 ต.ค.66 ล่าสุดวันที่ 4 มี.ค. 67 ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 26.25 บาท ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 63 ที่ทำจุดต่ำสุดไปเมื่อ 13 มี.ค.63 ที่ 27.25 บาท
นอกจากนี้หากนับจากต้นปีจนถึงปัจจุบันมีธุรกรรมการขายชอร์ตมูลค่ารวมกว่า 2,080.40 ล้านบาท แบ่งเป็น BGRIM ประมาณ 1,257 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าการขายชอร์ตเปรียบเทียบกับปริมาณและมูลค่าการซื้อขายแบบ AOM ที่ 7.36%
และ BGRIM-R ประมาณ 822 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าการขายชอร์ตเปรียบเทียบกับปริมาณและมูลค่าการซื้อขายแบบ AOM ที่ 4.82%
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 33 บาท คาดกำไรหลักไตรมาส 1/67 จะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ต้นทุนก๊าซที่ปรับตัวลดลงเร็วกว่าอัตราค่าไฟฟ้า) และจากไตรมาสก่อน (เนื่องจากอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าต้นทุนก๊าซ) โดยคาดกำไรหลักปี 2567 ที่ 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน

