Official Update :

ถึงเวลาฟื้น ! 3 หุ้นเด่นกลุ่ม Micro Finance รับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยลด

การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ครั้งล่าสุดเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ นั่นคือที่ประชุมยังคงมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25-5.50% ซึ่งเป็นการตรึงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 ทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 23 ปี


นอกจากนี้การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเจ้าหน้าที่เฟด (Dot Plot) ยังส่งสัญญาณว่าในปี 2567 จะมีการลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง หรือลดดอกเบี้ยรวม 0.75% และในปี 2568 จะมีการลดดอกเบี้ย 3 ครั้งเช่นเดียวกัน ซึ่งภาพดังกล่าวยิ่งเป็นการย้ำเตือนว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายกำลังเข้าขาสู่ขาลง


ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยก็ถูกคาดการณ์ว่าจะเข้าถูกขาลงเช่นเดียวกัน โดยนักวิเคราะห์มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 นับเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาหุ้นในกลุ่ม Micro Finance ให้ Outperform ได้


ดังนั้น Wealthy Thai จึงอยากชวนนักลงทุนมาอัพเดทพื้นฐาน 3 หุ้นในกลุ่ม Micro Finance อย่าง MTC, TIDLOR และ SAWAD จะมีทิศทางการดำเนินงานธุรกิจอย่างไรบ้าง


โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภาพของเฟดที่ยํ้าว่าจะมีการลดดอกเบี้ยในปี 2567 ขณะที่การประชุมกนง. ในเดือนหน้ามีโอกาสมากขึ้นที่จะเห็นธปท. ลดดอกเบี้ยภายในครึ่งแรกของปี 2567 หลังจากที่เงินเฟ้อไทยหดตัวติดต่อกันหลายเดือนและเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว


ซึ่งเป็น “บวก” โดยตรงต่อกลุ่ม Micro Finance และคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวเด่นในปีนี้จาก 1. ROE ผ่านจุดตํ่าสุดแล้วคาดเพิ่มขึ้นเป็น 17% ในปีนี้และ 18-19% ในปี 2568-2569, 2. คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นหลังสิ้นสุดการ Clean up งบดุลอย่างหนักในไตรมาส 4/66, 3. คาดกําไรเติบโต 24% ในปีนี้จากการขยายตัวของสินเชื่อและ Credit cost ที่ลดลง และ 4. Valuation “ไม่แพง” P/E ยังอยู่ในระดับ -1 ถึง -2 STD แนะนํา “ซื้อ” หุ้น MTC, TIDLOR และ SAWAD


สำหรับพื้นฐานของ MTC นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีมุมมอง slightly  positive เพราะคุณภาพสินทรัพย์ผ่านจุดแย่สุดไปแล้ว โดยฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2567-2568 ขึ้น 4% และ 7% อยู่ที่ 5,685 ล้านบาท และ 6,481 ล้านบาท ตามลำดับ


จากสินเชื่อรวมและค่าใช้จ่ายสำรอง (credit cost) ดีกว่าคาด หลังจากการปรับประมาณการแล้วกำไรปี 2567 เติบโต 16% จากปีก่อน คงคำแนะนำ ซื้อ และปรับราคาเป้าหมายเป็น 55 บาท เดิม 48 บาท เพราะการจัดการกับคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น เห็นได้จาก NPL Ratio ที่ปรับระดับลงติดกันเป็นไตรมาสที่ 2 หลังจากขึ้นมา 10 ไตรมาสติด และกำไรปีนี้ที่กลับมาเติบโต


ส่วน TIDLOR นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรสุทธิในปี 2567 ซึ่งปัจจุบันฝ่ายวิเคราะห์คาดไว้ที่ 4,515 ล้านบาท โต 19.1% จากปีก่อน โดยกำไรสุทธิในไตรมาส 1/67 เบื้องต้นคาดจะพลิกกลับมาโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า


เนื่องจากบริษัทได้เร่ง Write Off ลูกหนี้ความเสี่ยงสูงในพอร์ตไปมาก (บริษัททำ Preemptive Write Off ไปราว 100 ล้านบาท ในไตรมาส 4/66) และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงตามผลของฤดูกาล ขณะที่ราคารถยนต์มือสองเริ่มฟื้นตัว สะท้อนจากดัชนีราคารถยนต์มือสองเดือนม.ค. 67 ที่กลับมาสูงกว่าเดือนต.ค. 66 แล้ว ทำให้คาดการตั้งสำรองและผลขาดทุนจากการขายรถยึดจะเริ่มปรับตัวลง จึงคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 29 บาท


สุดท้าย SAWAD นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองเป็นบวก โดยเบื้องต้นคาดแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 1/67 จะกลับมาโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า หลังการตั้งด้อยค่าทรัพย์สินรอการขายของธุรกิจจำนำทะเบียนรถจะต่ำลง สอดรับกับดัชนีราคารถยนต์มือสองเดือนม.ค. 67 ที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น


ประกอบกับจำนวนการขายรถยึดของ SCAP น้อยลง ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยคาดกลับมาขยายตัว หนุนด้วยความต้องการสินเชื่อที่ยังแข็งแรง และรับรู้ผลจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยในบางผลิตภัณฑ์ ส่วนทั้งปี 2567 คาด SAWAD จะมีกำไรสุทธิ 6,272 ล้านบาท โต 25.4% จากปีก่อน จึงคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 60 บาท