Official Update :

ส่องพื้นฐาน 8 หุ้นถูกชอร์ตคงค้าง ลุ้นถูก COVER SHORT

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการเปิดเผยข้อมูล OUTSTANDING SHORT SELL POSITION หรือ สถานะคงค้างจากการ SHORT ของหุ้นนั้นๆ ออกมาเพิ่มเติม เพื่อสื่อสารกับนักลงทุนรายย่อยมากขึ้นและสร้างความเท่าเทียมให้แก่กลุ่มนักลงทุน


แต่ก็อาจจะนักลงทุนที่ยังตั้งข้อสงสัยอยู่ว่า ข้อมูลดังกล่าวจะประโยชน์มากน้อยเพียงใด ทางเราจึงได้ทำการหยิบยกมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจพร้อมกับหุ้นรายตัวมาให้นักลงทุนและผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารกัน


โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดเผยข้อมูล OUTSTANDING SHORT SELL POSITION หรือ สถานะคงค้างจากการ SHORT หุ้นนั้นๆ จะประเด็นช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนเพิ่มขึ้น พร้อมกับช่วยเพิ่มกลยุทธ์การลงทุนได้หลากหลายขึ้นดังนี้


โดยการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนจากข้อมูล พบว่า มีหุ้นที่ถูกมีสถานะ SHORT SELL คงค้าง 278 บริษัท มีมูลค่ารวม 8.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 0.5% ของ MAKET CAP ตลาดฯ เท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นการ SHORT SELL ผ่าน NVDR กว่า 7.5 หมื่นล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วน 87% ของมูลค่า SHORT SELL รวม)


ขณะที่ช่วยเพิ่มกลยุทธ์การลงทุนและเพิ่มมูลค่าซื้อขายได้ โดยช่วยให้ทราบว่ามีหุ้นอะไรมีสถานะคงค้างในการSHORT SELL เยอะ ถ้ามีปัจจัยบวกเข้ามาหนุน หุ้นจำพวกนี้มีโอกาสรีบาวน์กลับเร็ว เพราะจะมีการ COVER SHORT ช่วยหนุนอีกแรง


ขณะที่ในระยะถัดไปจะทราบเพิ่มเติมว่า หุ้นตัวนั้นๆ ถูก SHORT SELL เพิ่ม หรือลดลง ทำให้นักลงทุนหาจังหวะหรือกำหนดทิศทางในการสะสม หรือลงทุน เพิ่มในหุ้นตัวนั้นๆ ได้แม่นยำขึ้น


สุดท้ายช่วยในการคัดกรองหุ้นพื้นฐานที่ราคาลงลึก ส่วนหนึ่งจากการถูก SHORT มาเยอะๆ จนมูลค่าหุ้นถูกจนเริ่มน่าทยอยสะสม ซึ่งหุ้นพื้นฐานที่น่าสนใจหรือแนะนำ มีโอกาสถูก COVER SHORT สูง ประกอบไปด้วย LH, MTC, EA, KBANK, TIDLOR, COM7, BEM และ BH


สำหรับพื้นฐานหุ้นรายตัว LH นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 8.10 บาท จากมูลค่าที่น่าสนใจหลังจากราคาหุ้นได้ปรับฐานไปแล้ว และยอดจองยังที่แข็งแกร่งของบริษัทสะท้อนจากโครงการบ้านจัดสรรที่ได้เปิดตัวไปเมื่อเร็วนี้


ด้าน MTC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)  แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50 บาท เนื่องจากแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 1/67 ยังเติบโตจากช่วงเดียวกัน 21% ตามการเติบโตของสินเชื่อและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง รวมไปถึงคุณภาพสินทรัพย์จะดีขึ้นจากการคัดกรองอย่างเข้มงวด นอกจากนี้จะได้ประโยชน์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซื้อคืนในปีนี้


ขณะที่ EA นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 40 บาท จากการเติบโตของธุรกิจโรงไฟฟ้าผ่านการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศ และธุรกิจ EV ที่จะได้อานิสงส์จากนโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน EV


ต่อมา KBANK นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 140 บาท เนื่องจากในปี 2567 มีแผน clean up balance sheet ตลอดทั้งปีและมีความเสี่ยงเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้าทำให้มีความกังวลการตกชั้นของกลุ่มเปราะบาง


TIDLOR นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 29 บาท ด้วยแนวโน้มผลดำเนินงานที่จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ในแง่ของการตั้งสำรองมี Coverage Ratio สูงถึง 282% สะท้อนความแข็งแรงของงบการเงิน รวมไปถึงราคาหุ้นยังมีอัพไซด์และการจ่ายปันผลคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 1.2%


ขณะที่ COM7 นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 20.10 บาท เนื่องจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/67 และปี 67 เติบโตไม่เด่น ซึ่งอัพไซด์ต่อประมาณการคือยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแต่ยังมีความเสี่ยงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจอ่อนแอกว่าคาด นอกจากนี้ราคาหุ้นยังขาดปัจจัยบวกในระยะสั้น


BEM นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท ด้วยผลประกอบการที่โตต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเร่งจากการเปิดโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่หนุนปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินโตต่อเนื่อง, ลุ้นเซ็นสัญญาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มภายในปีนี้ และมีโอกาสจากโครงการลงทุนใหม่ๆ


สุดท้าย BH นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 310 บาท เนื่องจากปริมาณผู้ป่วยจากฝั่งตะวันออกกลางดีกว่าคาดและปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2567-2568 เพื่อสะท้อนผลประกอบการที่ดีกว่าคาดจากทุกมุมมอง