เปิด Top 5 หุ้น DCA ประจำเดือนมิ.ย. KTB สร้างผลตอบแทนโดดเด่นทุกด้าน
การลงทุนแบบ Dollar Cost Average หรือ DCA คือ การลงทุนระยะยาว ด้วยการทยอยลงทุนเป็นงวดๆ ในจำนวนเงินที่เท่ากันทุกงวด โดยไม่สนใจราคาหุ้นว่าจะผันผวนขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการลงทุนด้วยวิธีนี้จะทำให้นักลงทุนสามารถ กำจัดอารมณ์ที่ใช้ในการลงทุน เมื่อราคาหุ้นแกว่งตัวผันผวน และยังเป็นการสร้างวินัยการออมที่มีประสิทธิภาพ เหมาะกับนักลงทุนทั่วไปที่ไม่มีเวลาติดตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นอย่างใกล้ชิด
และในโอกาสที่เข้าสู่ช่วงกลางปี 2567 ตลาดหุ้นไทยยังคงอ่อนแอ และให้ผลตอบแทนค่อนข้างน่าผิดหวัง โดยตั้งแต่ต้นปี 2567 ผลตอบแทนของ SET Index ยัง -4.96% ทำให้นักลงทุนหลายรายอาจปรับกำลังพอร์ตเพื่อเฟ้นหาหุ้นและกลยุทธ์ที่สร้างผลตอบแทนดี วันนี้ Wealthy Thai จึงมี 5 หุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ DCA และมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจมาฝาก เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกลงทุนให้กับแฟนเพจ
โดยบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ได้คัดเลือกหุ้น 5 บริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีสภาพคล่อง พร้อมกระจายความเสี่ยงในทุกอุตสาหกรรม โดยเป็นการจัดพอร์ตแบบผสมผสานระหว่าง หุ้นปันผล (Dividend) กับหุ้นเติบโต (Growth) เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการออมในหุ้น ได้แก่ BEM, EGCO, GPSC, KTB และ OSP ซึ่งจะให้คำแนะนำทุก 1 เดือน ยกเว้นมีเหตุการณ์สำคัญกระทบต่อพื้นฐานบริษัท
สำหรับปัจจัยพื้นฐานของ BEM ประเมินกำไรปกติไตรมาส 2/67 คาดทำจุดสูงสุดใหม่ จากการเติบโตของทั้งจำนวนผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและเงินปันผลจาก TTW และ CKP ขณะที่การประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกเหลือเพียงการตัดสินของศาลปกครองสูงสุด โดยบริษัทประเมินเบื้องต้นจะเห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 3/67
ส่วน EGCO บริษัทรายงานความความคืบหน้าการก่อสร้างของโครงการหยุนหลิน โดยคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่สำหรับโครงการเคซอนคาดแล้วเสร็จในปีนี้ โดยจะมีผลตั้งแต่ปี 69 เป็นต้นไป นอกจากนี้ กำไรในช่วงที่เหลือของปีคาดเร่งตัวขึ้นจากโครงการ Hydro ในลาวตามปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น และการกลับมาเดินเครื่องปกติของโรงไฟฟ้าหลัก
GPSC บริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/67 ที่ 864 ล้านบาท โต 81% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์ และ Bloomberg Consensus ประเมินไว้ 8-14% จากค่าใช้จ่ายน้อยกว่าคาด คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 57 บาท จากแนวโน้มกำไรช่วงที่เหลือของปีเร่งตัวขึ้น ระยะยาวมีปัจจัยการเติบโตตามการขยายงานเครือ PTT และการลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ
KTB คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/67 โตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า หลังค่าใช้จ่ายลดลงและพอร์ตสินเชื่อขยายตัวขึ้น สำหรับปี 2567 ฝ่ายวิเคราะห์คาด KTB จะมีกำไรสุทธิ 43,791 ล้านบาท โต 19.6% จากปีก่อน หลังการตั้งสำรองต่ำลง, Yield ทรงตัวในระดับสูง และความสามารถในการขยายสินเชื่อที่ดีขึ้น
สุดท้าย OSP บริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/67 ที่ 828 ล้านบาท โต 40% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 73.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามคาด โดยเติบโตเด่นจากรายได้ที่เติบโตทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2/67 คาดเติบโตจากไตรมาส 2/66 ต่อเนื่อง จากการรับรู้ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวลงอย่างเต็มที่ ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลังจะได้แรงหนุนจากโครงการ Digital Wallet ที่เป็นมาตรการกระตุ้นการบริโภคชุดใหญ่ของรัฐบาล
ทั้งนี้ Wealthy Thai ได้ทดลอง DCA ในหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำทั้ง 5 ตัว โดยออมหุ้นเดือนละ 2,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี (นับตั้งแต่ 31 พ.ค. 62 ถึง 31 พ.ค. 67) พบว่า KTB เป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นที่สุดในพอร์ต ทั้งในด้านกำไรจากส่วนต่างของราคา และผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล ขณะที่หุ้นตัวอื่นๆ แม้จะได้รับเงินปันผลเข้ามาชดเชยราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลง แต่เมื่อหักลบแล้วภาพรวมผลตอบแทนยังคงติดลบอยู่

