เปิดกลยุทธ์เทรดหุ้น ประจำไตรมาส 3/67
อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะผ่านพ้นไตรมาส 2/67 แล้ว ตลาดหุ้นไทยยังคงโดนปัจจัยลบกดดันต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเมืองในประเทศกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้หุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (12 มิ.ย. 67) ยังคงมีสถานะขายสุทธิสูงถึง 94,842.13 ล้านบาท
แล้วในไตรมาส 3/67 สภาวะการลงทุนจะเป็นอย่างไร มีปัจจัยอะไรที่ส่งผลกระทบบ้าง และนักลงทุนควรใช้กลยุทธ์และเน้นหุ้นกลุ่มไหนเป็นพิเศษ วันนี้ Wealthy Thai มีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจจากนักวิเคราะห์มาฝาก
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า แนวโน้ม GDP และผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจากสถานการณ์ Covid-19 ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเลื่อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงช่วงครึ่งหลังปี 2567 ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ มีเสถียรภาพขึ้น จึงมองว่าผลประกอบการเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจาก valuation เหมือนจะสะท้อนว่าตลาดเอเชียเทรดอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทย ฝ่ายวิเคราะห์คาดจะมีการเปลี่ยนกลุ่มเล่นจากหุ้นเติบโตไปยังหุ้นคุณค่าและหุ้นวัฏจักรไม่รวมกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกช่วยให้ sentiment ปรับตัวดีขึ้น ตลาดหุ้นไทยยังคงถูกลดน้ำหนักการลงทุน (underweight) โดยจะมี performance ที่ดีขึ้น หากปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนกลุ่มเล่นและความคาดหวังเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความตึงเครียดทางการเมืองที่คลี่คลายลงและข่าวเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงน่าจะเห็นตลาดหุ้นไทยมาถึงจุดเปลี่ยนกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3/67 เมื่อพิจารณาจากช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างตลาดที่มี performance ดีที่สุดอย่าง ไต้หวัน, อินเดีย และแย่ที่สุดอย่าง ไทย, อินโดนีเซีย
ฝ่ายวิเคราะห์ให้เป้าหมาย SET Index ปี 2567 ที่ 1,500 จุด ส่วนจุดรอซื้อที่ระดับต่ำกว่า 1,300 จุด โดยให้น้ำหนักการลงทุน Overweight ในกลุ่มการแพทย์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสื่อสาร ขณะที่ให้น้ำหนัก Neutral ในธุรกิจการเกษตร วัสดุก่อสร้าง พาณิชย์ พลังงาน โรงแรม ปิโตรเคมีขนส่ง และสาธารณูปโภค ส่วนกลุ่มยานยนต์ และ REIT ให้น้ำหนัก Underweight
ส่วนกลยุทท์การลงทุน จากการวิเคราะห์มีคุณสมบัติของหุ้น 4 ประการที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดในไตรมาส 3/67 โดยมองหาหุ้นที่มี
-
ฐานะการเงิน (งบดุล) ที่ดี ซึ่งจะช่วยป้องกันผลกระทบจากสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงและความท้าทายเชิงมหภาคในวงกว้าง
-
แนวโน้มเชิงบวกจากวัฏจักรภาคการผลิตทั่วโลกที่ปรับตัวดีขึ้น พร้อมสัญญาณเบื้องต้นของการกลับมาเก็บสต็อกสินค้า
-
ผลประกอบการฟื้นตัวในปี 2567 ด้วยแรงหนุนจากการฟื้นตัวของรายได้และการขยายตัวของมาร์จิ้น
-
ได้รับประโยชน์จากสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ทั้งผลประกอบการและ valuation ในครึ่งหลังปี 2567
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงชอบหุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและส่งสัญญาณผลประกอบการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในไตรมาส 3/67 และครึ่งปีหลัง จึงมองหาบริษัทที่สามารถเติบโตได้เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและรักษาแนวโน้มของกำไรเอาไว้ได้
ฝ่ายวิเคราะห์ชอบบริษัทที่ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่จะขึ้นอยู่กับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ไม่แน่นอน ดังนั้นจึงเลือก ADVANC, KCE, OSP, PTTGC และ TU เป็นหุ้นเด่นในไตรมาส 3/67

