Official Update :

เปิดคาดการณ์ “หุ้นธนาคาร” ไตรมาส 2/67  ใครทำผลงานดีที่สุด ?

ใกล้เข้าสู่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/67 แล้ว ซึ่งหุ้นกลุ่มที่จะประกาศงบออกมาเป็นกลุ่มแรก คือ หุ้นกลุ่มธนาคาร โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าในตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. นี้ จะเริ่มเห็นหุ้นธนาคารทยอยประกาศงบการเงินออกมาต่อเนื่อง ดังนั้น Wealthy Thai จึงไม่พลาดที่จะนำคาดการณ์กำไรสุทธิของหุ้นในกลุ่มธนาคารมาฝาก มาดูกันว่าในไตรมาสนี้ ผลประกอบการจะเติบโตดีหรือไม่ และแนวโน้มกำไรทั้งปี 2567 จะเป็นอย่างไร


สำหรับคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 2/67 ของหุ้นกลุ่มธนาคาร นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า จาก 7 หุ้นธนาคารที่ศึกษา ได้แก่ BBL, KBANK, KTB, SCB, TTB, TISCO และ KKP ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าจะมีกำไรอยู่ที่ 50,860 ล้านบาท ลดลง 2.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 7.4% จากไตรมาสก่อนหน้า


โดยปัจจัยที่กดดันผลประกอบการมาจากต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น จากการ repricing fixed deposit, สินเชื่อรวมลดลง 0.6% จากไตรมาส 1/67 กดดันจากทุกกลุ่มสินเชื่อ, รายได้ค่าธรรมเนียมต่างๆ ลดลง เช่น Bancassurance รายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน และเงินลงทุน เป็นต้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ที่เพิ่มขึ้น จากค่าใช้จ่ายทางด้านบุคคลและค่าใช้จ่ายทาง IT รวมถึง KKP มีรับรู้ผลขาดทุนรถยึดเพิ่มขึ้น


ด้านคุณภาพสินทรัพย์ NPL Ratio ไตรมาส 2/67 อยู่ที่ 3.68% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/67 ที่ระดับ 3.61% จากความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยฝ่ายวิเคราะห์ยังมองว่าธนาคารมีความแข็งแกร่งด้านความเพียงพอในการตั้งสำรองต่อพอร์ต Coverage Ratio ที่ 179% ใกล้กับไตรมาส 1/67


ขณะเดียวกันหากแยกตามธนาคาร ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าธนาคารที่จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/67 เติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ ไตรมาสก่อนหน้า มีเพียงธนาคารเดียวคือ TTB คาดกำไรที่ 5,420 ล้านบาท โต 19% จากไตรมาส 2/66 และ 2% จากไตรมาส 1/67


ส่วนธนาคารที่คาดจะรายงานกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า คือ KBANK คาดกำไรไตรมาส 2/67 ที่ 11,900 ล้านบาท โต 8% จากไตรมาส 2/66 แต่ลดลง 12% จากไตรมาส 1/67 และ KTB คาดกำไรที่ 10,300 ล้านบาท โต 1% จากไตรมาส 2/66 แต่ลดลง 7% จากไตรมาส 1/67


ด้านธนาคารรายงานกำไรสุทธิลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า คือ BBL คาดกำไรไตรมาส 2/67 ที่ 10,000 ล้านบาท ลดลง 12% จากไตรมาส 2/66 และ 5% จากไตรมาส 1/67, SCB คาดกำไร 10,500 ล้านบาท ลดลง 12% จากไตรมาส 2/66 และ 7% จากไตรมาส 1/67, KKP คาดกำไร 1,100 ล้านบาท ลดลง 22% จากไตรมาส 2/66 และ 27% จากไตรมาส 1/67 และ TISCO คาดกำไร 1,640 ล้านบาท ลดลง 12% จากไตรมาส 2/66 และ 5% จากไตรมาส 1/67


ปี 67 คาดกลุ่มแบงก์กำไร 2.07 แสนลบ.

สำหรับภาพรวมกำไรสุทธิปี 2567 คาดที่ 207,107 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน โดยให้น้ำหนักการเติบโตมาจากด้านรายได้รวมทั้งรายได้ดอกเบี้ยจาก NIM ที่ยังคงระดับสูง และสินเชื่อรวมเติบโตเล็กน้อย รวมถึงรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย จากการเจาะกลุ่มลูกค้า wealth มากขึ้น และ Bancassurance ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL) จากปี 2566 มีการตั้งค่าใช้จ่ายสำรองก้อนใหญ่จากการตั้งสำหรับลูกค้ารายใหญ่ที่มีคุณภาพสินทรัพย์อ่อนแอของ KBANK, KTB และ SCB และมีการตั้งสำรองล่วงหน้าเผื่อความไม่แน่นอนในอนาคตของ TTB นอกจากนั้นฝ่ายวิเคราะห์คาดธนาคารสามารถรักษาระดับเงินกองทุนใกล้เคียงปี 2566


ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า NPL Ratio ปี 2567 อยู่ที่ 3.74% เพิ่มจากปี 2566 ที่ 3.59% เพราะคุณภาพสินทรัพย์อ่อนแอลง จากโครงการช่วยเหลือทยอยสิ้นสุดลง เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า และปัญหาของตลาดหุ้นกู้ อย่างไรก็ตามเป็นระดับที่ธนาคารยังสามารถควบคุมได้ จากความเพียงพอเรื่องการตั้งสำรองต่อพอร์ต Coverage Ratio ยังคงระดับใกล้เคียงกับในอดีตคาดประมาณ 180%


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์คงน้ำหนักการลงทุนเป็น NEUTRAL สำหรับกลุ่มธนาคาร เพราะคาดว่า NIM ปรับลดลงต่อเนื่องตลอดปี 2567 ในขณะที่กำไรสุทธิปี 2567 คาดเติบโตช้าลงที่ 6% จากปีก่อนที่โต 18% และคาด ROE ปีนี้ทรงตัวที่ 8.9%  โดยธนาคารมีความเสี่ยงเรื่องคุณภาพสินทรัพย์มากขึ้น จากความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มองว่ากลุ่มเปราะบางอย่างรายย่อย และ SME เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากสุด รวมถึงปัญหาการผิดนัดชำระหุ้นกู้ของบริษัท แต่กลุ่มธนาคารมีปันผลที่น่าสนใจ dividend yield คาดที่ 3-10% ต่อปี โดยครึ่งแรกปี 2567 คาดจ่ายปันผล dividend yield ที่ 0.4-3.2%